2,600 ปี กับคำทำนายของพระพุทธเจ้า

    

              อีกไม่กี่วัน ชาวพุทธทุกคนจะได้น้อมรำลึกแสดงความกตัญญูต่อพระศาสดาในวันที่มีความสำคัญที่สุดในโลก   ก็คือวันวิสาขบูชา   ในวันนี้เป็นวันที่ได้แสดงพุทธบารมี ไว้ในการประกาศทางสายกลางหรือ มัชฌิมาปฏิปทา  โดยเดือน 6 เป็นกึ่งเดือนในหนึ่งปี วันขึ้น 15 ค่ำ ก็คือครึ่งหนึ่งของเดือน  วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ล้วนเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ด้วยกันทั้งสิ้น 

            ดังนั้น ขอทุกท่านเมื่อน้อมจิตรำลึกถึงพระคุณแห่งพระศาสดา  อย่าลืมพิจารณาตนเองด้วยว่า ท่านได้เดินทางสายกลางหรือยัง  คำว่าทางสายกลาง ไม่ใช่ให้ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ แต่หมายถึงการใช้ชีวิิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท  ไม่หมกหมุ่นลุ่มหลงกับชีวิตจนหลงลืมความจริงว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย คอยผูกเราไว้ให้ติดอยู่ในสงสารนี้  แล้วเรายังจะทุ่มเทชีวิตอย่างบ้าคลั่งไปกับเป้าหมายของกิเลสหรือ  

             ทางสายกลางนี้คือ การรู้จักพิจารณาชีวิตในทุกแง่มุม สุขก็ดี ทุกข์ก็ได้ รวยก็ดี จนก็ไม่เป็นไร ไม่ได้หมายถึงต้องทำตัวเฉยเป็นแกงจืด ชืดได้ทุกที่ทุกเวลา ชีวิตมีรสชาติได้ แต่อย่าติดใจ อย่าปรุงจนเกินขอบเขต ออกแสวงหาแสงสว่างในธรรมให้ชีวิตบ้าง

          เมื่ออาจารย์ได้อ่านคำทำนายความเสื่อมในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าที่อ่่านไปแล้วก็เกิดขนพองสยองเกล้าคือรู้ด้วยญาณสัมผัสว่า จักเกิดขึ้นจริงตามนั้น  ซึ่งแม้ผู้ไม่ต้องมีญาณก็เห็นอยู่แล้วว่าจริงเพียงใด  ในคำทำนายที่ถ่ายทอดมามีความว่า

            เมื่อล่วง 1,000 ปี จะไม่มีพระภิกษุใดบรรลุปฏิสัมภิธาญาณ

           เมื่อล่วง  2,000 ปี จะไม่มีภิกษุใด เหาะเหิรเดินอากาศได้ คนทั้งหลายจะหันไปเคารพผี วิญญาณ มาร และมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอันมาก ต่างจะพากันล่มจมและตกนรก

           เมื่อล่วง 3,000 ปี จะไม่มีปัญญาอยู่ท่ามมกลางมนุษย์ โลกจะร้อนเป็นไฟ

           เมื่อล่วง 4,000 ปี จะไม่มีพระภิกษุเหลืออยู่แล้ว  บาตรไตรจีวรจะสิ้นสูญ คือไม่มีสงฆ์อีกแล้ว

          เมื่อล่วง 5,000  ปี  ผู้คนจะพากันหมิ่นพระศาสนา  ใครใคร่ทำอะไรทำ ใครใคร่ทำร้ายชีวิตใครก็ทำจะสิ้นสุดศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดม

           ในกรณีแรกเมื่อล่วง 1,000 ปี จะไม่มีพระภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิธาญาณสี่ประการคือ อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ คือการรอบรู้แตกฉานในธรรมและกล่าวอธิบายได้อย่างพิสดาร ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม ที่มาของเหตุปัจจัยทั้งที่เป็นเหตุจากปัจจุบันหรือจากอดีตชาติ   นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ  คือเข้าใจภาษาได้หลายภาษาทั้งๆที่ไม่ได้เคยเรียนมาก่อน รวมถึงภาษาสัตว์ ภาษาเทพ  เป็นการเข้าถึงที่เกิดจากญาณ    ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ  มีไหวพริบฉลาดเฉลียว ว่องไว สามารถแก้ข้ออรรถธรรมได้อย่างรวดเร็ว  จนผู้ฟังต้องยอมจำนน  นี่คือล่วงพันปีแล้ว จะไม่มีภิกษุใดที่บรรลุอรหันต์ได้โดยมีปฏิสัมภิธาญาณครบทั้ง 4 ประการ  จะมีแต่ผู้ได้สัมภิธาญาณในบางข้อ

          ส่วนในปีของพวกเราคือล่วง 2,000 ปี คนทั้งหลายจะลุ่มหลง หันไปเคารพภูติผีปีศาจมารและมิจฉา ทิฏฐิเกิดขึ้นทั่ว ผู้คนจะพากันล่มจมและตกนรก  ในข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญที่อยากจะยกมาพูดถึง เพราะนับแต่โลกมุ่งไปที่วัตถุนิยมสุดโต่ง หลงเงิน หลงความร่ำรวยและชื่อเสียง คนพากันทำพิธีบูชาพระราหูชนิดลืมไปว่าตนเคยกล่าวคำว่า ขอถึงซึ่งพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง   เรียนธรรมะเอาปริญญามาอวดกัน  แทนที่จะศึกษาเพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์   สอนทำบุญให้หวังผล ทำมาก รวยมาก  เล่นกับมันสิ  สวนทางกับแก่นธรรมชนิดเอาหางมาอยู่หัว  ไม่สอนให้ละ ให้สละ แต่สอนโลภ สอนให้หลง

         บางคนก็ทำตัวเป็นธรรมะอินเทรนด์ ธรรมะจำอวด ฟังธรรมพาเพลินไม่ใช่ฟังให้เตือนตนเตือนสติ  ฟังธรรมดีกว่าดูตลก   เอาหลักธรรมมาเล่นจำอวด    บางคนเอาพระธรรมมาเล่นคอนเสริตธรรมะในสวน  ธรรมะพาเพลิน  แต่หารู้มั้ยว่า ยิ่งร้อง  รากกิเลสมันยิ่งงอกๆๆ  มารมันยอมให้มีธรรมแบบผิวๆ แต่ข้างในมันนั่งหัวเราะตัวโยกตัวคลอน  เพราะมันรู้ว่า ยิ่งร้อง ยิ่งหลง ยิ่งเพลิน ยิ่งยึด

          ดูพลังมารเถิด เล่นกับมันสิ  เรื่องธรรมเรื่องบุญบาป นรกสวรรค์ไม่สอน ไม่พูดถึง บอกถ้ามีจริงต้องเห็น  ไม่เคยปฏิบัติ แต่เถียงธรรมหน้าด้านเลย  แล้วยิ่งสมัยนี้ โลกเชื่อมกันทั้งโลก กระแสกิเลสพันกันยิ่งกว่าสายไฟ    ใครใส่ความคิดที่เห็นผิดลงไป  แต่ไปเข้าทางชอบใจพวกที่ไม่อยากเห็นถูก  พวกมิจฉาทิฏฐิเชียร์เสียงดังกลบคนดีเสียงค่อย  มันก็กวาดคนพากันล่มจมหมดเลย คือกวาดกันทางเวบ ล่มจมกันเป็นพวกๆไปเลย 

       ตอนที่ข่าวของหลวงตามหาบัวท่านช่วยชาติ ด้วยการรับบริจาคเงินเข้าคลังหลวง เพื่อค้ำยันสกุลเงินบาทไว้  ไม่ให้มีค่าเป็นแบงก์กงเต็ก คนไม่รู้กุศลโลบาย หรือขนาดท่านอธิบายแล้วอธิบายอีก  พวกไม่ยอมเข้าใจ ก็รุมด่าว่าพระอรหันต์ ทำไมมายุ่งกับเงินทอง  ทั้งๆที่ท่านไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัวเลย  เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติล้วนๆ   คนก็ด่าท่านชนิดไม่กลัวบาปกรรมเลย  ข่าวลงอินเตอร์เนทที ก็กวาดลงนรกกันไปชุดใหญ่เป็นพันเป็นหมื่น  ทำบาปกันง่ายดาย ล่มจมกันง่ายดายมาก

        ข่าวปกป้องพระศาสนาของโนอิ้งบุดด้า  องค์กรเราได้ไปลงในเวบข่าวผู้จัดการที่เป็นเวบข่าวที่มีคนอ่่านมากที่สุด  ได้ขึ้นเป็นประเด็นใหญ่  มีคนเข้าไปอ่านถึง 40,000 คน คนเห็นด้วยก็มี แต่บางคนมันแกว่งมือมาพิมพ์บอกไม่เห็นเป็นไร  บางคนบอก ใครอยากย่ำยีพระรูปพระศาสนาก็ทำไป  ยึดมั่นในธรรมอย่างเดียว  ปล่อยวางแล้ว แค่นี้ คนที่เข้าไม่ถึง สักแต่ว่าอ่าน เจอคำอะไรนะ ธรรมะ กับปล่อยวาง  กลัวคนอื่นเขาไม่รู้ว่าตัวรู้จักคำว่าปล่อยวางกับเขาเหมือนกัน  รีบกดโหวตกันเยอะแยะ  กวาดลงไปอีก  เพราะในประเด็น ที่เขามาเขียนความเห็นนี้ เป็นการชี้นำให้คนละเลยต่อผู้ที่ลบหลู่พระศาสดา  ใครอยากเหยียบย่ำยังไงก็ทำไป เราวางแล้ว   

         เราอยากให้คนที่บอกว่าวางแล้ว ไม่ถืออะไรแล้ว ลองมั้ย  มันมีบริษัทฝรั่งเอาพระพุทธรูปไปใส่ไว้ในรองเท้าแตะฟองน้ำ เป็นภาพพระเศียรเต็มๆ เลย กล้ามั้ย กล้าเหยียบมั้ย ถ้าบอกว่านี่ไม่ใช่ภาพสัญลักษณ์ของพระศาสดา  วางจริงก็มาเหยียบให้ดูสิ  จะได้รู้ใจตัวเองว่าถึงขั้นไหน  เลวได้ขั้น หรือดีได้ขั้น  คนรู้ไม่จริง แล้วพาคนอื่นจมไปตามๆ กัน

        อาจารย์ไม่กล้าหรอกนะ   เราปล่อยวางแบบพวกอวดรู้ไม่เป็น  เราไม่วางเลย ไม่วางความดี จะทำแต่ความดี  และมีแต่มุ่งเผาความโง่ทิ้งไป  เพื่อจะได้ละได้ในความสุขและความทุกข์  เพื่อจะละได้ในกิเลสที่พาให้เศร้าหมอง  ปล่อยวางกิเลส ไม่ใช่ปล่อยวางธรรม

        มิจฉาทิฎฐินี่แก่กล้ามากในยุคของพวกเรา  จำไว้เถิด  ปกป้องลูกหลานของพวกท่านให้ดีเถิดในเรื่องนี้  จนเดี๋ยวนี้ต้องสอนศิษย์ว่า ให้สอนลูกหลานให้อธิษฐานว่า ขอให้ห่างไกลจากมิจฉาทิฏฐิ  จนเด็ก 7 ขวบเอาไปเขียนการ์ดปีใหม่ให้คุณครูที่โรงเรียนว่า ขอให้คุณครูห่างไกลจากมิจฉาทิฏฐิ  อาจารย์เห็นการ์ดก็ขำ  แต่ตอนนี้ขำไม่ออก เพราะได้ประจักษ์ว่ามิจฉาทิฏฐินี่แรงกล้ามาก  คนมันจะปิดตาข้างเดียว รับฟังแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ตัวเองแต่เรื่องจริงที่เป็นเหตุและผลไม่เอาเลย

        คำทำนายของพระพุทธองค์  ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้เลย  ดังนั้น ท่านทั้งหลายต้องเร่งทำความเพียร ทำความดีให้ถึงพร้อม เพราะหากถึงไม่พร้อม  เผลอนิดเดียว จะถูกกวาดให้ล่มจมลงไปด้วย  และหากท่านต้องเวียนมาเกิดในยุคสุดท้ายช่วงใกล้ปี 5,000 นี่ จะยิ่งน่าสยดสยองยิ่งนัก   พิจารณาตนให้ดี เราอยู่ในช่วงกึ่งพุทธกาลที่ยังพอมีแสงแห่งความหวัง  แสงแห่งปัญญายังพอมีอยู่บ้าง  ปล่อยให้ความล่มจมเป็นของคนโง่ แต่ท่านต้องไม่โง่  ต้องไม่พาตัวลุ่มหลงกับกิเลสตัณหา  ท่านต้องฉุดพาตัวท่านและคนที่ท่านรัก ให้รอดพ้นไปจากวิบัติภัยแห่งการสูญสิ้นพระศาสนา   เวลาในชีวิตเหลืออีกไม่มาก ฝ่ากระแสไปให้ได้  ว่ายข้ามฝั่งกันมาให้ได้  อย่าได้ต้องมีชีวิตมาเวียนเกิดอีกในโลกมนุษย์อีก

        วันวิสาขบูชาที่จะถึงนี้  บูชาพระพุทธเจ้าให้ดี ทำให้ถูกเถิด  เคยอธิษฐานขอพระพุทธองค์มา 364 วันแล้ว  ขอสักวัน  ในวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก  น้อมใจอธิษฐานรำลึกถึงพระคุณ และอุทิศบุญอุทิศคุณงามความดีใดๆ ที่ท่านจะได้ทำในวันนั้น ถวายพระบาทพระศาสดา  ให้บุญที่ท่านบำเพ็ญเกิดเป็นพลังช่วยยังพระศาสนาให้พ้นจากความเสื่อม   ขอให้ศาสนาของพระองค์ยืนยงได้ถึง 5,000 ปี

       และหากจะอธิษฐานอื่นใดอีก  ก็ขอให้เป็นคำอธิษฐานที่อยู่เหนืออำนาจกิเลสทั้งปวง จงเมินเชิดใส่อำนาจแห่งมายา คำอธิษฐานขอให้รวย ขอให้รุ่ง ไม่ต้องเอามาผสมให้จิตจมอยู่กับความเศร้าหมอง   จงอธิษฐานให้ห่างไกลจากมิจฉาทิฏฐิ  อธิษฐานเพื่อการพ้นไปจากความทุกข์ ให้มีปัญญาเห็นธรรม เห็นความจริง   พึงอธิษฐานเถิดว่า

      “ธรรมใดที่พระศาสดาชี้ทางไว้ดีแล้ว  ขอให้ข้าพเจ้าได้ถึงซึ่งธรรมนั้น”


อัจฉราวดี   วงศ์สกล

1 มิถุนายน 2555

……………………….

นใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะ ดูได้ที่ www.schooloflifethailand.org  ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันอังคารและวันศุกร์  เป็นไฟล์.doc ได้ที่ joe.techo@hotmail.com หรือ  f : คุยกับศิษย์เตโชวิปัสสนา ,  สอบถามปัญหาธรรมกับอาจารย์ได้ที่ email: school_oflife@yahoo.com             

…………………………… 

 ถ้อยแถลง - เตโชวิปัสสนากรรมฐาน  คือการวิปัสสนาด้วยวิธีการจุดธาตุไฟในกายมาเผากิเลส  อันเป็นวิธีทางลัดตัดตรงสู่นิพพาน ตามหลักสติปัฏฐานสี่   วิธีการนี้ไม่เคยมีใครได้รู้มาก่อน   พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้สื่อจิตมาสอนให้  อาจารย์อัจฉราวดีในปี 2550  จนได้เข้าถึงมรรคผลชั้นสูงอย่างรวดเร็ว  และได้เปิดสอนภาวนาให้แก่บุคคทั่วไป    สิ่งที่ท่านได้อ่านนี้ คือคำสอนธรรมะที่ถึงลูกถึงคน  ให้แก่ศิษย์และผู้สนใจ  ได้ตระหนักถึงธรรมอันลึกซึ้ง แต่เข้าถึงง่าย  เพื่อให้มีจิตมั่นคงต่อพระศาสนา

 

กรรมเก่า

     

      “กรรมเก่า”  คำนี้  คนพุทธฟังแล้ว เป็นได้รู้สึกสยองทั้งนั้น เพราะกลัวถูกกรรมเก่าเล่นงาน

        ก่อนที่จะมากระเทาะเปลือกกรรม  ต้องพูดถึงงานประชุม Brain Storm  ของ Knowing Buddha เมื่อวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า  การระดมพลังทางความคิดผ่านไปด้วยดีและก่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการปกป้องพระศาสดาอย่างแข็งขันของโนอิ้ง บุดด้า ผู้ร่วมประชุม 80% มาจากศิษย์เตโชวิปัสสนาทั้งสิ้น  ที่เหลือมาจากศิษย์ใหม่ที่มาเรียนธรรมะผู้ใหญ่  ส่วนคนที่รู้เรื่องการรณรงค์ที่มาจากเวบไซด์มีมาไม่เกิน 3 คน

         สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า  เราพึ่งใครไม่ได้  นอกจากศิษย์ด้วยกันเอง  เพราะอะไร

         เพราะเมื่อใดที่ผู้นั้นเห็นธรรม ความกตัญญูจะเกิดขึ้นท่วมท้นใจแบบไม่ต้องสอน   พระพุทธองค์ไม่เคยขอให้ใครมาปกป้องพระองค์แม้เพียงนิด  เพราะทรงรู้ดีว่า  เมื่อธรรมอันถ่องแท้เกิดในผู้ใด   เมื่อนั้นที่ตั้งแห่งความกตัญญูจะเกิดขึ้นอย่างมั่นคงในจิตใจ  และเขาจะหาโอกาสตอบแทนพระคุณนั้น

            มีเรื่องที่ถือเป็นกรณีคลาสิคมากเล่าให้ฟัง

         ในขณะที่ทีมงานตื่นเต้นกับการประชุมระดมความคิดปกป้องพระศาสดา   ขุนพลของเราคนหนึ่ง ได้ส่งจดหมายเชิญแนวร่วมกลุ่มหนึ่งที่เสนอตัวอยากมีส่วนร่วมกับงานของเราให้มางาน Brain Storm ด้วย  ส่งเทียบเชิญไปนานก็ไม่ได้รับการตอบรับ  จนใกล้ถึงวันประชุม  อาจารย์ก็เลยให้โทร.ไปถามว่าตกลงเขาจะมามั้ย ก็ได้รับคำตอบว่า  “ช่วงเช้าไม่ว่าง”  ขุนพลเราก็บอกว่าแต่เราประชุมกันถึงช่วงบ่ายเช้าไม่ว่างบ่ายก็มาได้นะครับ -..”……………………”

         ไม่มีคำตอบจากปลายสาย  มีแต่คำพูดแผ่นเสียงตกร่องว่า มีอะไรก็บอกได้คราวหน้านะครับ

         คราวหน้า  หรือชาติหน้า ?   

         พระศาสนาหาคนจริงแท้ได้ยากยิ่ง  มีแต่คนหาประโยชน์จากพระศาสนาและเอาศาสนามาทำมาหากิน  คนดีจริงก็ไปหลบอยู่ในที่ตั้งของตน   จะหาคนออกมาพิทักษ์ปกป้องพระศาสนาช่างยากเย็นยิ่งนัก   เพราะมีแต่คนเห็นสั้นมากกว่าเห็นยาว

         อาจารย์ก็ให้นึกสงสารศิษย์ที่เขาอาสามาเป็นแนวหน้า  โดยเฉพาะหน่วย Comment Storming และหน่วย Buddha Watch ที่เขาต้องทนแรงกดดันอย่างมากเมื่อเวลาต้องโต้ตอบ กับคนที่เขาย่ำยิีแล้วเขาด่าเรากลับ  เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่  ย่อมมีความรู้สึกเคืองและหวั่นไหว  กลัวเขาจะรับเอาสังขารนี้มาสะสมไว้ในจิต  ซึ่งหากเราเข้าใจจะรู้ว่า นี่แหละ คือบททดสอบกำลังบารมี    คนจะบรรลุธรรมได้ ต้องมีทั้งบุญ ทั้งบารมี  ต้องผ่านบททดสอบ  หากเราสู้กับกิเลส แล้วเอาใจใหลไปตามกิเลส  ข้อสอบมีมาให้เราสอบเลื่อนชั้นอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน  พิมพ์ไปๆ นี้  ข้อสอบทั้งนั้น  ทั้งปัญญา ขันติ อุเบกขา เมตตา  ชีวิตจริงทั้งนั้น แถมสอบเสร็จแล้วได้ขึ้นลิ่วๆ  แต่เรากลับไปถูกกิเลสหลอก  มันก็ไม่ได้  ต้องมาพิจารณาตัวเอง พลาดยกนี้ ก็ว่ากันยกใหม่ เมื่อใดที่จะเริ่มทำงาน  ต้องตั้งใจไว้ให้มีเมตตาและอุเบกขา  ให้ใช้ใจที่มีความกตัญญูเป็นพลังขับเคลื่อนจิต

         บางทีเห็นเขาไม่ไหวกันอาจารย์ก็แวะมาช่วยตอบ  พอยิ่งตอบไปก็ยิ่งสงสารคนที่เขาด่ากลับมา ยิ่งตอบใจมันยิ่งลอยสูงขึ้น   ดูจิตตัวเอง ก็นึกประหลาดว่า ความโกรธอยู่ไหน  บางทีปากพูดดุโวยวาย ด่าให้คนฟังขำ   แต่ใจมันไม่หวั่นไหวเลย ใจมันตั้งมั่นอยู่ได้  นี่ ประหลาดใจในธรรมอยู่เหมือนกัน  นี่แหละที่เขาว่า ด่าก็สักแต่ว่าด่า

        ใจมีแต่ความเมตตาจริงๆ  คือสงสารว่า เขาช่างไม่รู้เลยว่าเขาต้องไปเจอวิบากกรรมอย่างไร กรรมแห่งการลบหลู่พระศาสดานี้ จะทำให้เขาหมกไหม้เป็นร้อยเป็นพันปี  เราพยายามสอน พยายามชี้ทาง แต่เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เขายังไม่รับ ยังดื้อถือมิจฉาทิฏฐิ ก็ต้องปล่อยเขาไป  เราไม่ได้ทำเพื่อเอาชนะ แต่เราทำเพื่อปกป้องพระศาสดา และเพื่อช่วยคนที่หลงผิดให้คืนมาสู่ความเห็นที่ถูกต้อง   อาจารย์ก็ได้แต่สอนศิษย์ว่า  เมื่อใดที่เราเริ่มมีความโกรธผู้ที่เขาเหยียบย่่ำยีพระศาสนา ให้นึกถึงเมื่อคนเหล่านั้น กำลังหมกไหม้อยู่ในอเวจี หากเราเห็นเขากำลังถูกเพลิงผลาญปานนั้น  เราจะโกรธเขา หรือเราจะเมตตาเขา 

         รรม เป็นสิ่งที่ลบล้างไม่ได้  แต่ทำให้เบาบางจางลงไปได้  ด้วยอานิสงค์แห่งกรรมดีที่พากเพียรทำอย่างยิ่งยวด

         อาจารย์ได้อ่านเจอในเวบที่รวบรวมคำสอนพระพุทธเจ้าอันหนึ่ง น่าจะมาจาก 84,000.org  ได้แสดงถึงกรรมเก่าของพระพุทธเจ้า เมื่อคราที่พระองค์ทรงตรัสแสดงไว้ในคัมภีร์อปทานที่ว่าด้วย ปุพพกัมปิโลติ พุทธาปทานว  มีข้อหนึ่งว่า  ในกาลก่อน  เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดาเพราะเหตุแห่งทรัพย์จับใส่ลงในซอกเขา  แล้วทับด้วยหิน  ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น  พระเทวทัตจึงผลักก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วเท้าของเราจนห้อเลือด

         และอีกกาลนึง พระพุทธเจ้าเป็นมาณพชื่อ โชติปาละ  ได้ไปกล่าวกับพระสุคตเจ้าพระนามว่า กัสสปะในกาลนั้นว่า  จะมีโพธิมณฑล (สถานที่ๆจะตรัสรู้) แต่ที่ไหน โพธิญาณ นั้นท่านได้ยากย่ิง  ด้วยวิบากกรรมนั้น ทำให้พระองค์ได้ทำทุกขกริยา ทรมานพระองค์เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นตลอด 6 ปี กระนั้นก็ยังไม่บรรลุพระโพธิญาณ  เพราะด้วยบุพกรรมนี้ ทำให้พระองค์แสวงหาโพธิญาณในทางที่ผิด

        จะเห็นว่า ขนาดพระพุทธองค์ ทรงเปี่ยมด้วยพระบารมีปานนี้ ยังหนีผลกรรมของพระองค์ไม่พ้น แต่ด้วยบารมีที่สะสม ก็ทำให้กรรมที่ตามมาสนองอ่อนกำลังลง  ไม่ได้ส่งผลหักล้างผลาญชีวิตเหมือนดั่งที่ปุถุชนต้องเจอ

         ขนาดพระพุทธเจ้าโคดมเคยกล่าวหมิ่นพระพุทธเจ้ากัสสปะ พระองค์ยังต้องได้รับโทษด้วยการทรมานพระวรกายปานนี้ ต้องอดอาหารจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ต้องทำความเพียรที่ล้วนเป็นการทรมานพระวรกายอย่างสาหัส  โดยการทรมานนั้น  จะเกิดจากการที่มีใครบังคับขืนใจก็หาไม่  แต่พระองค์เลือกที่จะทำเอง เพราะวิบากเป็นผู้พาไป  พาให้แสวงทางที่ผิด  แล้วลำพังคนธรรมดาที่ไม่ได้บำเพ็ญบุญบารมีมา  4 อสงขัยกับอีก 1  แสนกัปป์ ไปดูลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธเจ้าเข้า  โดยเฉพาะคนพุทธเองที่เอาพระรูปและสัญลักษณ์ไปค้าขายเป็นเฟอร์นิเจอร์เครื่องตกแต่งนี่  จะโดนหนักกว่าฝรั่ง เพราะอกัตญญูเต็มๆ   คนลบหลู่ทั้งหลายก็จะโดนวิบากเล่นงานแสนสาหัส จนไม่อยากคิดเลย สงสาร

         ท่านจึงว่า เราหนีกรรมไม่พ้นเลย  ทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น  แต่หากพากเพียรทำกรรมดีให้มาก  วิบากที่จะตามมาสนองก็เบาบางลง   จนกว่าจะบรรลุอรหันต์นั่นแหละ จะไม่มีกรรมเหลืออยู่  คำว่าไม่มีกรรมเหลืออยู่หมายถึง เมื่อละสังขารไปแล้ว จะไม่มีกรรมใดตามมาสนองผลได้อีกแล้ว เพราะจบสิ้นการเวียนว่าย  กรรมตามไม่เจออีกแล้ว 

         ถึงได้บอกว่า สงสารคนที่เขาทำผิด  เพราะเขาไม่มีน้ำดีไปเติมน้ำครำของเขาเลย เขาก็ต้องจมอยู่อย่างนั้น  ส่วนท่านทั้งหลายที่ยังประมาท เมื่อกรรมยังตามมาไม่ถึง ก็ยังหลงอยู่กับกิเลส  หลงกับการหาลาภ ยศ สรรเสริญ  คนที่ถึงก็คือคนที่คลายความหลงแล้ว  จะมีแต่ความเมตตา ความปรารถนาดี   แล้วอานิสงค์ใดๆ ที่ผู้กตัญญูทำถวายต่อพระศาสดานั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะจิตรู้บอกเลย  แต่เราไม่อาจพูด เพราะต้องถูกด่าว่าอวดอุตริเลย 

        คนมักจะสับสันในเรื่องของกรรมและสังโยชน์ ที่แปลว่า เครื่องผูก  คำว่ากรรม ที่่ส่งผลลบเป็นวิบาก   เกิดจากการกระทำที่เบียดเบียนทำผิดศีล 5  ทั้งปวง  ส่วนสังโยชน์ที่แปลว่าเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพนั้นคือกิเลส ที่มี  10 อย่าง   สังโยชน์นี้แบ่งออกเป็นหมวดก็คือ โลภ โกรธ หลง ข้อสุดท้ายที่หนักสุด ขุดรากออกยากที่สุด คือ อวิชชา หรือความไม่รู้ เพราะจิตหลงในอัตตา ในความมีตัวฉัน ของฉัน  อัตตา เป็นสังโยชน์ตัวสุดท้ายที่ผู้ปฏิบัติต้องถอนรากทิ้งไปให้ได้   เวลาปฏิบัติถึงขั้นถอนอัตตา  จิตมันจะเรียกแต่ชื่อตัวเองเลย เช่น หากคนชื่อ วิจิตร  วิปัสสนาไปจิตมันจะผุดเรียกแต่ชื่อตัวเองอยู่นั้นว่า วิจิตรๆๆๆ นี่คือการแสดงอาการของอัตตา  คือหลงตัวเอง

         กิเลส มิได้ส่งผลเป็นวิบากเสมอไป  แต่หากถูกกิเลสครอบงำขนาดหนักจนเกิดการเบียดเบียน  ก็จะเกิดเป็นวิบากกรรมให้ต้องชดใช้  แต่หากคุมกิเลสในขั้นที่ไม่ถึงกับเบียดเบียนคนอื่น แต่ก็เป็นการผูกตนเองให้จมอยู่กับตัณหาและความทะยานยาก   จิตก็จะต้องถูกดึงกลับมาสู่การเวียนว่ายตายเกิดอีก  ไปวนอยู่ในภพ  หลงโลภ หลงโกรธมาก ก็อาจต้้องไปวนเกิดเป็นสัตว์เดรฉานชั้นต่ำอันดุร้าย ไปเป็นเปรต อสุรกาย ทำดีหน่อยก็ไปเกิดเป็นเทวดา หมดอายุขัยแล้วก็วนมาเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์บ้าง ก็แล้วแต่สะสมกรรมอะไรที่เป็นเชื้อให้พาไปเกิด 

         กิเลสกับการละเมิดศีล  เลยกลายเป็นส่วนควบซึ่งกันและกัน  เพราะมีสังโยชน์ จึงมีโอกาสทำผิดศีล  ดังนั้นการหลุดพ้นคือเผาสังโยชน์ให้ขาดกันทีละเปราะ  เลาะกันเป็นเรื่องๆ  พอรากไหนขาด  จิตก็บริสุทธิ์ขึ้น ก็พาให้มุ่งหน้าทำแต่ความดี  ทีนี้ความดี   ก็ใหลมาเทมาไปชะลางกรรมที่ทำไว้  วิบากที่ตามมาก็จางความเข้มข้นลง  เหมือนเติมน้ำบริสุทธิ์ลงไปในน้ำเน่า     หมั่นเทหมั่นเติม เดี๋ยวน้ำก็ดีขึ้นมาได้  แต่จะให้บริสุทธิ์ 100 % ก็ไม่ได้อีก เพราะยังไงก็ยังมีเชื้อกรรมอยู่  นอกเสียจากจะไม่มีคลังเก็บน้ำอีกแล้ว วิบากตามมาไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะไปหย่อนไว้ตรงไหน เพราะไม่มีกายขันธ์และสังขารขันธ์มาให้หย่อนลง เหลือแต่วิญญาณธาตุคือจิตรู้  ก็หลุดพ้นจากวิบากถาวร

         ดังนั้น ประมาทไม่ได้  พากเพียรไว้ อย่าหลงเกินไป  คลายๆ เสียบ้าง  ลดความบ้าลงบ้าง มหาเศษรฐีแสนล้านตายไปเพราะมะเร็งก็มีให้เห็นอยู่มาก  ชีวิตนี้จะบ้าหาแต่เงิน หาความสุขที่เต็มไปด้วยมายางั้นหรือ  ไปงานศพก็คิดเสียบ้าง ไม่ใช่ไปแค่ให้เจ้าภาพเห็นหน้า  คิดไปว่าอีกหน่อยเราก็ไปอยู่ในนั้นแหละ แล้วที่แบกหามไว้ทั้งหมด  มีอะไรเอาไปได้บ้าง นอกจากความดีและความชั่ว  แบ่งเวลามา ภาวนาให้ได้  ชีวิตจะได้พ้นจากกรรมหนัก   และต้องรู้จักคำว่าเสียสละ   จะได้มีพลังบุญใหญ่ไปคลายวิบาก  อย่าเอาแต่ใช้เงินซื้อบุญกัน  เวลาทำทานก็ทำด้วยจิตคิดสละ  ทำเพื่อความดีงาม  ไม่ใช่ทำเพราะอยากได้บุญ  อยากได้มันจะไม่ได้  แต่ทำด้วยศรัทธา  ขอสละสิ่งที่ตนมีแบ่งให้คนอื่น เวลาทำบุญท่องเอาไว้  สละๆๆๆ ไม่ใช่ท่องคำว่า วิมานๆๆ    

        ส่วนคนที่เขาทำทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์  เขาเรียกว่า เสียสละ  คือต้องลงทุนอย่างยิ่ง  ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์  คือทั้ง “เสียเวลาความสุขส่วนตน  และสละทรัพย์สินเงินทอง” เมื่อทั้งเสียทั้งสละมารวมกัน แล้วอานิสงค์จะไม่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร    

       อย่ามัวแต่ห่วงกรรมเก่า  ควรห่วงว่า กรรมใหม่ที่ทำนี้ เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วพาให้มัวเมา

       หากเป็นกรรมดี  นี่ดีพอไปเจือจางกรรมเก่าหรือยัง  ถ้าดีแบบหวังสร้างภพสร้างวิมาน  นี่เรียกว่าดีไม่พอ เพราะเป็นบุญที่ไม่มีพลังไปสลายวิบากใหญ่  ต้องเป็นกรรมดีระดับวิปัสสนากรรมฐาน  เมื่อใดที่คิดว่ายังไปไม่ได้  ทำไม่ได้   ก็รำลึกเสมอว่า  เข็มนาฬิกากำลังเดินหน้าพาชีวิตไปสู่จุดดับได้เสมอ

         จงอย่าประมาทในกรรมเก่า  เร่งทำกรรมใหม่ให้เป็นกรรมดีที่ถึงพร้อม

         เพื่อมีกรรมดีไว้เป็นที่พึ่งแห่งตนเถิด

                                                                                                                                                                             อัจฉราวดี  วงศ์สกล

28  พฤษภาคม 2555

…………………………………………….

 สนใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะ ดูได้ที่ www.schooloflifethailand.org  ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันอังคารและวันศุกร์  เป็นไฟล์.doc ได้ที่ joe.techo@hotmail.com หรือ  f : คุยกับศิษย์เตโชวิปัสสนา ,  สอบถามปัญหาธรรมกับอาจารย์ได้ที่ email: school_oflife@yahoo.com             

 

 

ธรรมะกตัญญู

   
                                                                                                                                                ว่าจะลาป่วย  เพราะกรำงานโนอิ้ง บุดด้าที่มีรายละเอียดงานมากมายหลายด้าน มากจนมึน  ทั้งศึกในศึกนอก  จะหยุดเขียนBlog 1 สัปดาห์  แต่ก็ห่วงคนที่เขารออ่าน  ก็เลยเอาเรื่องที่โพสต์เร็วๆ นี้ ใน f:do and don’t on Buddha มาให้อ่านแทนไปก่อน   ส่วนภาษาอังกฤษนี่เราไม่ได้เก่งขนาดนั้นนะ  คือพอเขียนความคิดได้แต่ก็มีคนช่วยแก้แกรมม่าให้ เดี๋ยวจะคิดว่าเราเป็นมนุษย์เก่งมหัศจรรย์
               อ่านแล้วถ้าชอบก็ส่งต่อๆ ปลุกจิตสำนึกกันไป  โอกาสได้ทำงานเพื่อพระศาสนาแบบคนถึงแก่นธรรมนี่ยากนะ  ส่วนใหญ่มีแต่ธรรมะร้องรำทำเพลง   ธรรมะบ้าทำพิธี    ทำเสร็จแล้วก็แล้วกันไป     แต่นี่ของจริง ทำจริง ได้จริง    ทำแล้วเกิดอานิสงค์ได้ไปไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ   เกิดเป็นคนทั้งที ก็อย่าให้เสียชาติเกิด
 
               คนที่ไม่สนใจนี่ บางคนก็แย่มากๆ ที่เขามาเล่าให้ฟังขนาดในกลุ่มเพื่อนสนิทนี่  ทั้งเชิญชวน ทั้งอธิบาย ส่งเวบส่งอะไรให้ดู  จะกด Like ให้ในฐานะเพื่อนสนิทในกลุ่มให้เกิดกระแสการพูดถึง  ไม่มีเลย ไม่มีน้ำใจสักนิดเดียว  แต่กินเรื่องเที่ยว  เสนอหน้ากันจริงๆ จัง  นี่ต้องขอพูดแรงๆ  ใจมันป่วย  เพราะจิตใจคนมันถอยหลังมาก  อะไรที่ไม่ใช่ประโยชน์ของมันนี่ ไม่เอาเลย  ไม่มีน้ำใจให้พระศาสนาสักนิดเดียว ต้องรอให้ตกงาน เงินหมด ใกล้ตายก่อน ค่อยเห็นคุณค่า  คนเรานี่ ลาป่วยทางกายได้  แต่ลาป่วยทางธรรมไม่ได้  เมื่อใดที่ใจเราป่วย เมื่อนั้นความดีก็โบยบินออกไป  ค่าความเป็นคนนี่เข้าเขตติดลบได้เลย  ก็ดีเหมือนกัน  จะได้รู้จักเนื้อแท้กัน
                                                                                                                                              ในเฟสบุ๊ค Do and Don’t on Buddha ซึ่งเป็นเพจที่ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็คลิกเข้าไปดูได้เหมือนเวบไซด์    ทำมาหนึ่งเดือน มีคนกด Like อยู่ 300 กว่าจะเขยิบได้ทีละ 1 Like  รอกันเป็นชาติ  แล้วไปดู Page บ้าบอคอแตก  กด Like เป็นพันเป็นหมื่น  Page : Dog Buddha ของจำเลยเราที่นิวยอร์ค ที่เอาหัวหมาไปใส่แทนพระเศียรพระพุทธรูป มีคนกด Like 2,000 กว่าคน   หากเขาเข้ามาดูเรา  องค์กรอะไรน่ะ อยู่ใน Buddha Land แต่มีคนสนับสนุนอยู่ 300 มันไม่เขียนจดหมายมาเยาะเย้ยใส่ก็บุญแล้ว   แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงที่เราเรียกร้องไปทำไม  เพราะองค์กรไม่มีความหมาย   อย่างมากก็ทำให้แค่รำคาญ
                                                                                                                                                 เราไม่ใช่คนบ้าตัวเลขอะไรพวกนี้  แต่มันเป็นดัชนีชี้วัดความเสื่อมของสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นจิตวิทยา เราจะสู้กับกิเลส เราก็ต้องรู้เขารู้เรา   ต้องเข้าใจจิตวิทยากิเลส  ปฏิเสธเรื่องพวกนี้ไม่ได้  จะทำตัวเป็นเต่าไดโนเสาร์หลงยุคไม่ได้  กิเลสเขามาทางนี้ เราก็ต้องเข้าใจ   แต่ก็ได้แค่เข้าใจ  เพราะเราไม่มีพลังขับเคลื่อนเลย  ใจมันป่วยกันหมด  ส่งจดหมายไปหน่วยราชการ  เขาก็ส่งจดหมายมาบอกว่า ทำเรื่องตรวจสอบแล้ว ตรวจอย่างเดียวว่ามีจริงและส่งเรื่องให้พิจารณาดำเนินการต่อไป   แต่ไม่บอกว่าดำเนินการจริงจังอย่างไรและได้ผลตอบกลับอย่างไร   กลายเป็นเรื่องขบขัน องค์กรส่งจดหมายร้องเรียนให้เร่งดำเนินการไป    วันที่  17 เมษา ตอบกลับมา 17 พ.ค.  มึงไม่ส่งมาชาติหน้าเลยล่ะ  กระเบื้อง  
                                                                                                                                               หมดหวังประเทศไทยจริงๆ 
                                                                                                                                              ต้องบอกตามตรงเลย  ว่าแรกที่มาทำนี้  ไม่คิดเลยว่าจะเจอแบบนี้  คิดถึงแต่จะสอนฝรั่ง  แต่กลับต้องมาสู้รบกับจิตสำนึกคนไทยกันเอง  ทุเรศใจจริงๆ 
                                                                                                                                             โนอิ้งบุดด้า ทำงานมา 1 เดือน มีผลงานมากมาย  สื่อใหญ่ๆหยิบประเด็นมาพูดถึง ทั้งคมชัดลึก ไทยโพสต์  ทีวีช่อง 7 ช่อง 3  ไทยรัฐนี่  คอลัมนิสต์ใหญ่ ลม เปลี่ยนทิศ เขาเขียนถึงองค์กรเราด้วยความสนับสนุนชื่นชมเต็มที่  ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักส่วนตัวอะไรกันเลย  ผลงานและความตั้งใจล้วน ๆ   เราทำจดหมายส่งไปขอร้องพวกย่ำยีหลักๆ จะร่วม 10 ฉบับแล้ว เรามีหน่วยลาดตระเวรส่งข้อความทางเฟสบุ๊คผู้ย่ำยีต่างๆ ให้เขาหยุด  จน Buddha Dog ที่นิวยอร์คล๊อคสัญญาณจากเมืองไทย  เพราะกลัวคอมเม้นท์เรากระทบภาพลักษณ์  ซึ่งเป็นการทำงานที่ได้ผล เพราะอย่างน้อยเริ่มเกิดการรับรู้ และไม่ให้กระทำเพิ่ม  เรามีหน่วย Buddha Watch ใครทำย่ำยีเราก็จะส่งจดหมายไปบอกไปเตือน ให้หยุด  
                                                                                                                                              กลุ่มนักท่องเที่ยวที่โพสต์ภาพเชิญชวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มที่มีเป็นพัน  ไปนั่งแหย่พระเศียรพระพุทธรูป  ก็ส่งจดหมายมาขอโทษจากที่เราทำข้อร้องไป   บุดด้าโลลิป๊อปก็เอารูปลูกอมพระพุทธเจ้าออกจากเวบไซด์ เราทำงานจริงๆจังๆ  ไม่ใช่ทำแบบราชการ  เราไม่ได้ทำจดหมายด่า  แต่เราทำจดหมายอธิบายและขอร้อง  แต่หากพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องมีมาตรการอื่นเสริมออกมา  เฉพาะแค่ส่งจดหมายไปยับยั้งที่ต่างๆ ก็ทำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว  เพราะมันย่ำยีกันไปทั่ว โดยเฉพาะที่อเมริกานี่หนักสุด        
                                                                                                                                          วันที่  26 พฤษภาคมนี้     เหล่าผู้อยากทำงานปกป้องพระศาสนาเขาจะมาเจอกัน  ที่โรงเรียนแห่งชีวิต  ซ.สุขุมวิท 67 มาทางบีทีเอสดีที่สุดไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ   ใครอยากมาร่วมสร้างชีวประวัติด้วยบุญอันยิ่งใหญ่  ไม่ต้องใช้เงินซื้อ  ใช้ใจกตัญญูทำ  อยากเป็นหน่วยไหนเชิญได้ตามถนัด  เพราะคนอาสาทำงานไม่พอ  จะอยู่หน่วย Buddha WATCH  คอยสอดแนมและเฝ้าระวังคนที่ย่ำยีพระศาสนา   คนเก่งภาษาจะมาช่วยเป็นหน่วย Comment Storming  คือเขียนความเห็นไปให้เขาหยุดย่ำยีในเฟสบุ๊คของผู้ลบหลู่ทั้งหลาย     หรือหน่วย SWAT Team คือหน่วยทำจดหมายเตือนและยับยั้งให้หยุดกระทำการย่ำยี  หน่วย  Creative Team ช่วยสร้างสรรสื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในเวบเพจ,ในเฟสบุ๊คและในสังคมต่างๆ    หน่วย Event Support  คอยช่วยคิดสร้างสรรค์และร่วมกิจกรรมต่างๆ  หน่วย Tourist คือดูแลให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ     หน่วย Knowing Operation ให้ความรู้ในคำสอนทีี่ถูกต้องและให้ความเข้าใจหลักปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้าและประสานงานต่างๆ กับแนวร่วมทั้งในและนอกประเทศ   ทุกคนจะอาสามาช่วยเป็นสมอง  หน่วยกองหนุนได้ทั้งนั้น   
                                                                                                                                      อยากรู้ว่าองค์เรามีความเป็นมืออาชีพและสากลแค่ไหน  ไปดู www.knowingbuddha.org ก่อน  ไม่มีทำตัวระรานเป็นศัตรูกับใครทั้งนั้น  มีแต่ความเป็นพุทธแท้ที่เมตตาและอดทนอดกลั้น  ให้ความรู้แก่ผู้ไม่รู้  แก้ไขสิ่งผิดให้เข้ามาสู่ความถูกต้อง  ไปพิสูจน์ด้วยตา  ไม่มีใครทำแบบนี้ ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม แต่อ่านแล้วจะมีแต่ความเข้าใจ และเข้าถึง  คนที่ต่อต้านนี่คือไม่อ่าน คือพวกชอบฟังแต่พาดหัว  แต่เนื้อในเป็นไงไม่เคยรู้  แต่ตัดสินคนอื่นแบบโง่เขลาไปแล้ว
                                                                                                                                         คนที่ได้ทำงานนี้นี่ ถือว่าชีิวิตมีเกียรติมากนะ  ที่สมองที่มีไว้คิด   มือที่มีไว้เขียน  ปากที่มีไว้พูด  หัวใจที่มีไว้สูบฉีดโลหิต   จะได้ใช้ทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบชีวิต   แบ่งมาทำงานเพื่อรับใช้พระศาสนา   มาแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธบิดา  ไม่ใช่มีไว้แค่ใช้ทำมาหากิน  มีไว้บ้า มีไว้พูดเหลวใหลไร้สาระ  หรือมีมือไว้แค่กด Like ให้นักร้อง
                                                                                                                                         ทุกคนที่มาจะได้รับหนังสือ “พลังศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธรูป…กับจิตสำนึกที่หายไป        ความจริงที่ชาวพุทธทุกคนต้องรู้ ”  ไปอ่านเป็นกลุ่มแรกๆ     บอกได้เลยว่าเมื่ออ่านจบ  สำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติภาวนาขั้นสูงจะเกิดความรู้สึก 3 อย่างคือ
                                                                                                                                         1. ทึ่่งในพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผ่านพระพุทธรูปและได้รู้ที่มาที่ไป           2. สงสารคนที่ไม่รู้ ไปย่ำยีพระพุทธเจ้าผ่านสัญลักษณ์ทุกอย่าง         3. สงสารคนที่หลงผิด
  
                ที่ไปยุยงส่งเสริมให้เขาเหยียบย่ำทำลายพระพุทธรูป และไปให้ความรู้ผิดๆ  เรื่องความยึดมั่นถือมั่น   ที่ฟังความไม่ได้สับ   จับประเด็นลอยๆ แล้วเหมาตีความหมายเป็นเรื่องวัตถุ    ไม่ได้เข้าใจในระดับธรรมขั้นสูงว่าท่านไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในโลภ โกรธ หลง  ในทุกข์สุข  แต่ความดีความกตัญญูต้องทำ ใครมีมิจฉาทิฏฐิ   ต้องช่วยแก้เขาให้เป็นสัมมาทิฏฐิ  เหมือนเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องคนถ่อย  สัญลักษณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์ เห็นเมื่อใดก็คิดถึงพระองค์ในทุกแง่มุมทั้งนั้น  แล้วจะไม่มีความหมายได้อย่างไร   ทั้งยังเอาความโง่เขลาเบาปัญญามาเสี้ยมสอนคนว่า  ใครอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ  นี่ความโง่ ไม่รู้จักพิจารณาพาให้ทำบาปมหันต์  เรื่องนี้วันหลังจะโพสต์เรื่องคนที่สอนธรรมผิดๆ แล้วลงนรกผุดว่ายอยู่นั่น    มันเป็นกรรมหนาหนักจริงๆ  
                                                                                                                                         เรื่องสงสารนีี้ อาจารย์สงสารจริงๆ นะ  คือเรารู้เต็มอกว่า  เวลาเขาลงนี่  มันสาหัสสากรรจ์จริงๆ    เราไม่ได้อยากทำเรื่องนี้เพราะโอ้อวดว่าตัวเก่ง  แต่ทำเพื่อแสดงความกตัญญู และทำเพื่อช่วยคนที่หลงผิดด้วย สงสาร
                                                                                                                                       เหล่าศิษย์เตโชวิปัสสนานี่เขาลอยตัวไปแล้ว  แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เขายังไม่รู้ เพราะไม่ได้เล่าไว้ มีแต่ในหนังสือ    ใครมาที่โรงเรียนก็รับฟรี  ใครทำงานองค์กรใหญ่หรือมี   กลุ่่มเพื่อนวงกว้าง  จะรับไปแจก 20- 30 เล่มได้เลย  เกิดอานิสงค์   ที่จริงจะมีขายแต่ยังไม่วางกว่าจะได้วางก็ต้นเดือนมิถุนายน  หากได้มารู้ก่อนวันวิสาขบูชา  ที่ 365 วันนั้น กระแสพระรัตนตรัยจะส่งพลังแรงกล้าที่สุด  รู้ก่อนก็ยิ่งดี  เวลากราบไหว้พระพุทธเจ้าผ่านพระพุทธรูปใจจะได้น้อมแล้วเข้าใจว่า  ตัวเองกำลังทำอะไร  ใครกำลังมองอยู่   ไม่ใช่ไหว้ให้ดูดี  ไหว้เป็นพิธีประจำปีเหมือนไหว้เจ้า
                                                                                                                                             มาแล้ว ใครยังไม่มีหนังสือ เตโชวิปัสสนา..เปิดประตูนิพพาน นี่จะแจกให้ฟรีด้วยคนละเล่ม  จริงๆมีขายเล่มละ 170 บาท  ตอนนี้หายากแล้วเพราะปีกว่ามาแล้ว   แต่มีศิษย์เขาศรัทธาพิมพ์แจกตั้ง 2,000 เล่ม ตอนนี้มีเหลือแจกอยู่นิดหน่อย  หนังสือเล่มนี้ศักดิ์ิสิทธิ์มากนะ อย่าทำเป็นเล่นไป  คนที่มีวาสนาเข้าทางนิพพานบางคน ต้องอธิษฐานจิตให้ได้เจอเลยนะ  มีอยู่คนนึง  อธิษฐานอยากได้อ่านหนังสือของพระอาจารย์สมเด็จโตสักเล่ม  หนังสือเล่มนี้หล่นมาจากหิ้งเลย  นี่..ท่านมาแรง   ส่วนคนไม่มีวาสนา ไม่ยอมออกภาวนา อ่านเสร็จแล้วหลับ ไม่ใช่น่าเบื่อ แต่อ่านแล้ววางไม่ลงแถมมีเคลิ้ม คิดว่าตัวเองกำลังเดินไปสู่ประตูนิพพาน พอตื่นมาก็รู้ว่า  ฉัน…แค่ฝันไป   แต่คนปฏิบัติเตโชวิปัสสนานี่  เขาไม่ได้ฝัน เขาไปกันไกลแล้ว
                                                                                                                                          ศุกร์นี้ลาป่วยเสร็จ   ก็ขอลากิจขอเตรียมงานเรื่องใหญ่ที่จะพบทุกท่านให้เรียบร้อย
                                                                                                                                  ……………….
                                                                                                                                              THE GREAT SHAME OF BUDDHA BAR
                                                                                                                                                                                           ตอนที่บุดด้าบาร์ เปิดตัวที่ปารีสใหม่ๆ โด่งดังมาก ด้วยคอนเซพเอาพระพุทธรูปองค์เบ้อเริ่ม มาตั้ง อยู่ในร้านอาหารและแปลงเป็นบาร์ ให้คนทั้งดื่ม ทั้งเมามาย และเต้นอยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูป     ที่ชาวพุทธนับพันล้านใช้เคารพสักการะบูชาพระพุทธเจ้า!!

                 ผู้ที่ทำเช่นนี้อย่างโจ่งแจ้ง ต้องถือว่าเป็นคนเลวมาก เพราะจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ว่า พระพุทธรูปอันเป็นสัญลักษณ์อะไร ในเมื่อตัวเองรู้จักคำว่า Buddha และรู้ว่า Buddha นี้มีความสำคัญกับชาวพุทธ เป็นพระศาสดาเหมือนกับที่ศาสนาอื่นเขาเคารพพระเยซู เคารพพระโมฮัมมัด เขาไม่ได้โง่ แต่เขาแกล้งโง่ หรือ Ignore เพราะเห็นว่า คนพุทธรักความสงบ จึงดูเป็นคนไม่มีสิทธิ์มีเสียง ใครอยากทำอะไรก็เชิญ มันก็เลยหยามกันสนุก ทำ Buddha Bar ด้วย คอนเซพ Magical Atmosphere หรือ บรรยากาศลึกล้ำมหัศจรรย์ โดยการเอาพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไปตั้งอยู่กลางบาร์ เมื่อทำแล้วดังระเบิด มีมาดอนน่า มีจอน์นนี่ เดปป์เป็นลูกค้าประจำ สร้างกระแสคนดังเป็นวีไอพีประจำ ยิ่งทำให้ดังเข้าไปใหญ่ 

                  พอไม่มีชาวพุทธที่ไหน ใครพูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว มันก็เลยขยายเป็น Buddha Beat เป็นซีดีเพลงไว้ให้คนเต้น ให้มัวเมาหนักข้อขึ้น และยังขยายสาขาบุดดด้าบาร์ไปทั่วโลก ทีนี้ไฟก็ลามทุ่ง คนอื่นเห็น Buddha Bar ทำได้และทำแล้วดังด้วย ก็เลยมีคนแห่ทำตาม กลายเป็นว่า ฝรั่งเอาเอาสัญลักษณ์พระองค์มา ลบลู่เป็นสินค้าทุกระดับชั้นไปทั่วโลก อาจารย์อยากยกกรณนี้ีมาตบหน้าคนที่เคยพูดเกี่ยวกับกรณีคนเอาพระพุทธรูปไปย่ำยีว่า เราเห็นใครทำไม่ดีก็ให้เงียบไว้ ให้มันอยู่เฉพาะที่ อย่าไปเอ๊อะโวยวาย แล้วทีนี้เป็นยังไง เห็นหรือไม่ว่า การนิ่งเงียบ ก็เท่ากับการยอมรับ จนกระทั่งเอาชื่อพระพุทธเจ้าไปใช้เป็นชื่อสุนัข  ไปสกรีนใส่ไว้ในกางเกงใน  ซะใจคนพูดอย่างนี้มั้ย  ยังอยากเงียบอยู่อีกมั้ย

               เราเงียบกันพอหรือยัง 
               เราปล่อยให้โลกย่ำพระพุทธเจ้าพอหรือยัง 
               เราจะทำตัวเป็นคนไม่สนใจอะไรเลยที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับชีวิตโดยตรงอย่างนั้นหรือ 

             แล้วที่โลกวิบัติอย่างนี้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะคนในพระศาสนามันเสื่อมหรอกหรือ
มันเสื่อมจากความกตัญญู โง่ที่ไม่รู้จักทำในสิ่งที่ควรทำเมื่อคนเสื่อมก็พาพระศาสนาเสื่อม ไปด้วย เพราะโลกจะเข้าใจว่า  ศาสนานี้ใช้ไม่ได้ เพราะสอนให้คนไม่รู้จักคิดไม่รู้จักทำในสิ่งที่ถูกที่ควร  ทั้งๆ ศาสนาท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น  แต่คนมันโง่เอง  

                ที่จริงคำสอนของพระศาสนาไม่ได้เสื่อม แต่คนในพระศาสนาต่างหากที่เสื่อม แต่เมื่อคนคือตัวแทนพระศาสนา มันก็กลายเป็นส่วนควบกันไปถึงพระศาสนา เหมือนรถที่ยางระเบิดไปต่อไม่ได้ จะบอกว่ารถไม่ได้เสีย แต่ล้อต่างหากที่เสีย มันก็ฟังไม่ได้ มันแค่เลี่ยงบาลี เล่นคำกันไปวันๆ แล้วได้อะไร ได้ชัยชนะบนความหายนะอย่างนั้นหรือ

               เรื่อง Buddha Bar นี่ ฝรั่งเขายังถามอาจารย์เลยว่า เขาสงสัยมานานแล้วว่าที่ เขาเอาพระพุทธรูปไปตั้งให้คนเต้นต่ออยู่ในบาร์น่ะ ชาวพุทธเขาไม่ว่าอะไรเลยหรือ  

               ตอนนั้นตัวเราก็ยังต่ำต้อย ด้อยค่าไม่มีราคาในธรรมอันใด แม้จะเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว ก็เป็นเพียงเด็กประถม ไม่มีแรง ไม่มีพลังอะไร ไปสู้ไปลุยกับอธรรมพวกนี้    แต่ใจนั้นสะเทือนอยู่เสมอ ตอนที่ไปปารีส ตอนกลางวันก็ไปยืนอยู่หน้าบาร์    คิดอยากเข้าไปดูให้เห็นกับตา แต่เข้าไม่ได้     ใจมันหดหู่และหวั่นไหว ได้แต่ยืนขาแข็งอยู่อย่างนั้น     มันรู้สึกเหมือนมีพลังอะไรสู้กันอยู่     ในที่สุดก็ไม่ได้เข้าไปได้แต่ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูบาร์นั่นเอง 

                นี่นานหลายปีมาแล้ว แต่วันนี้ไม่มีน้ำตาอีกแล้ว มีแต่พลังชีวิต อุทิศเพื่อปกป้องพระเกียรติพระศาสดาและพระศาสนา ใครย่ำยีพระศาสนา เราและเหล่าทัพผู้ศรัทธา จะไปร้อง ไปลุย บอกให้รู้ว่าหยุดย่ำยีสัญลักษณ์ของพระองค์และพระศาสนา

              เราจะรณรงค์ต่อต้านและแอนตี้ผู้ที่เอาสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์มาหากิน มาใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์
และลบหลู่ทุกรูปแบบ 

               หยุดแกล้งโง่ เหยีียบย่ำพระเกียรติของพระพุทธบิดา วันนี้ ชาวพุทธคนไหน ยังเงียบ ก็ไปวัดขีดความกตัญญูของตัวเองให้ดี พระพุทธองค์ไม่เคยบอก ให้ใครมาปกป้องพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า ท่ี่ใดที่มีคนดี ที่นั้นจะมีความกตัญญูตามมา โดยที่ไม่ต้องสอน เพราะมันเกิดจากเนื้อใจที่บริสุทธิ์ 


               โนอิ้ง บุดด้า คือการรวมตัวของคนดี ที่ไม่ใช่ดีแต่เงียบ แต่ดีแล้วเสียงดัง ดีแล้วหาเรื่อง กับผู้ที่เหยียบย่ำพระศาสนา 

                 เราไม่ใช่ธรรมะร้องเพลง ไม่ใช่ธรรมะเพื่อความเพลินใจ ไม่ใช่ธรรมะเพื่อความตลกขบขัน โนอิ้ง บุดด้า คือธรรมะกตัญญ ที่มีจุดหมายชัดเจน คือให้ความรู้,ปกป้อง และหยุดยั้งผู้ย่ำยีพระศาสดาและพระศาสนา ด้วยประโยคหลัก ที่เราจะบอกโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปอีกนานแค่ไหนว่า..

                   ’ STOP DISRESPECTING BUDDHA ! ‘
                                                                                                                                       หมดเวลา  เป็นคนดีเงียบๆ    รวมพลังหยดน้ำ  กดดันก้อนเมฆ


อัจฉราวดี วงศ์สกล
ประธานองค์กร โนอิ้ง บุดด้า

………..
THE GREAT SHAME OF BUDDHA BAR


” I was standing and crying in front of Buddha Bar”

Many years ago I was in Paris and went to stand in front of that bar with a mixed feeling of anger, depression and fear. I wanted to see by my own eyes how anybody could do such a thing. How could they use the father of the Buddhist religion for a bar? How could they use his symbol and image so disrespectfully, and for the business of drunkenness and debauchery? Why would nobody say something? 

I look around and it is just me who has a high regard to Buddha standing here – but I didn’t even have a drop of bravery in my heart just to say “No;” to say that Buddha is not meant for a bar or furniture or someone’s trademark. 

Buddha is the father of the Buddhist religion who led us out from suffering. Buddha images and symbols are for Buddhists and others, to remind us of his kindness and his teachings. 

I not only let time pass, but I built my strength as a serious Vipassana meditator to reach Buddha’s ultimate teaching at the experiential level - not just by reading. What appeared to me, together with the ultimate knowledge of life and universe, was a feeling of high gratitude to Buddha, as his teachings liberated me from the suffering in life. 

I am now ready to break the silence of the people who want to say “No” but who don’t know how to make their voice heard.

Knowing Buddha is my task to pay the highest gratitude to Buddha with our principle of giving knowledge about Buddha, to protect and stop these disrespectful acts.

I’m not alone anymore. I have people who walk the noble path; people with a decent heart and who are willing to speak out loud to protect Buddha and the religion.

For those who call yourself Buddhist: Have you had been silent long enough? The world now has a Buddha Bar with a global franchise, and now there is a Buddha Dog film and a Buddha dog website. Where are the hearts of gratitude? Help us speak to the world.
                                                                                                                                         ”STOP DISRESPECTING BUDDHA”

Are you in or are you out?

A.Wongsakon
President of Knowing Buddha Organization



………………………….
สนใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะ ดูได้ที่ www.schooloflifethailand.org  ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันอังคารและวันศุกร์  เป็นไฟล์.doc ได้ที่ joe.techo@hotmail.com หรือ  f : คุยกับศิษย์เตโชวิปัสสนา ,  สอบถามปัญหาธรรมกับอาจารย์ได้ที่ email: school_oflife@yahoo.com             

รู้..แล้วลุย

           

            คนส่วนใหญ่    คิดว่าการจะมาสู่การเป็นนักภาวนาได้  ต้องรอวันเปลี่ยนแปลงชีวิต อย่างใหญ่หลวง  ต้องเตรียมพร้อมอย่างยิ่ง  ต้องรอลูกโต ต้องรองานว่าง  ต้องรอดวงตก   รอวัยกษียณ

         ความคิดเช่นนี้  ผิดพลาดทั้งสิ้น เพราะ ความไม่เที่ยงแท้ ไม่เคยรอใคร  ยิ่งเข้าถึงธรรม เร็วเท่าไหร่  ชีวิตย่อมดีขึ้นเร็ว

         บางคนอาจคิดไม่ถึงว่า การได้เข้ามาสู่กระแสธรรมเร็วขึ้น จะทำให้ชีวิตมีมุมมองที่น่าสนใจ  จะเป็นผู้มีปัญญา ได้มองเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็น  ใจที่เคยมืดบอด ก็จะสว่างขึ้น  ชีวิตจะที่เคยเจ็บจมและหม่นหมอง กลับกลายเป็นชีวิตที่สดใสมีพลัง ได้เห็นแสงสว่าง  และเหนืออื่นใด  จะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จรงิในชีวิตที่ไม่เคยได้พบมาก่อน   เป็นความสุขสงบทิี่เกิดขึ้นในจิตใจ  แม้ว่าสถานะภายนอกยังคงเหมือนเดิม ยังต้องทำงาน มีความรับผิดชอบต่างๆ   แต่ชีวิตจะถูกขับเคลื่อนในทิศทางที่เป็นบวกที่มีแต่เดินไปบนถนนแห่งความดีงาม   

         หากบางคนบอกว่า ไม่อยากเปลี่ยนหรือไม่พร้อมจะเปลี่ยนตัวเอง  ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่า แล้วที่เป็นอยู่นี่ มีความสุขหรือไม่กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนแข่งขัน ต้องต่อสู้กับกิเลสตัวเอง ต้องทนแรงกระทบกระแทกจากกิเลสของคนอื่น ต้องคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนมากมาย  ต้องตั้งเป้าหมาย  ต้องถูกตัดสินอยู่เสมอ ทั้งจากเจ้านาย จากลูกน้อง จากคนในครอบครัว  ชีวิตแบบนี้ มันสุขหรือเปล่า  หากไม่สุข  แล้วจะทำอย่างไร

         จะไปเปลี่ยนคนอื่นหรือ  ไปบอกเขาว่าหยุดตัดสินฉันได้มั้ย ตัวเองยังไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนตัวเอง  แล้วจะไปเปลี่ยนคนอื่นได้ยังไง

         แล้วจะทำยังไงให้ชีวิตมันสุขขึ้น 

         ก็ต้องลุกขึ้นมาเป็นกบฏ  หักล้างทุกกฏ โค่นทุกกระบวนการกิเลสที่ทำให้จิตเศร้าหมอง   เตโชวิปััสสนากรรมฐานนี่คือการก่อกบฏกับกิเลสในจิตใจ  ต้องฝ่าวงล้อมของความทุกข์ที่รุมเร้าจากข้างในให้ได้   ต้องออกปฏิบัติภาวนา สักครั้งก็ยังดี   อย่าหยุดอยู่แค่นั่งอ่านหนังสือ    อย่างการภาวนาที่เขียนไว้ในหนังสือรู้..แล้วลุยนี่  เป็นประสบการณ์ของหน่วยเดนตาย กล้าได้กล้าเสียกับชีวิตของศิษย์รุ่นแรกๆ ทั้งนั้น   เขาไม่ได้เอาแต่นั่งรำพึงรำพันชีวิตตัวเอง  แต่เห็นทุกข์แล้วลุยเลย  ซัดกันให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย   นี่แล้วมันก็ได้  ไปอ่านเอาเถอะ  ใครๆก็บอก อ่านแล้ววางไม่ลง  ต้องรีบตามมาลุยด้วย  นี่ คอร์สเดือนมิถุนายน หมดสิทธิ์  ต้องไปรอเดือนกรกฏาก็จะเต็มแล้ว   เขาลิ่วๆ กันไปแล้ว  เขาเตรียมย้ายบ้านหนีกัน  แต่คนอื่นยังงงกับชีวิตยังงมหาทางไม่เจออยู่เลย  

          ในท้ายหนังสือมีคำทำนายของพระพุทธเจ้าเรื่องความเสื่อมของพระศาสนา  อาจารย์ก็ค้นๆ มา แต่หาต้นฉบับว่ามาจากพระไตรปิฏกเล่มไหนไม่ได้   แต่กระแสพระรัตนตรัยนี่ยืนยันเผงๆ เลย  ว่าพระพุทธองค์ตรัสทำนายไว้ทั้งนั้น  ก็ขนผองสยองเกล้า  ต้องวางแผนหนีไปจากภพนี้ อย่าได้หลุดได้หลงมาเกิดช่วงท้ายสุดของยุคพุทธกาลเลย  เพราะจะมีชีวิตอยู่ไม่รอด  ชะตามรณะจะอยู่กันไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ   เพราะจิตใจคนมันจะโหดเหี้ยมมาก ชีวิตคนจะเป็นยิ่งกว่าผักปลา   

           อาจารย์ออกภาวนาทั้งๆ ที่ขณะนั้น  ตนเป็นตัวการสำคัญทำให้คนลุ่มหลง  ตามลักษณะงานอาชีพ   แต่เมื่อไปแล้วก็ได้พบความสุขที่แท้จริง ก็เริ่มพิจารณาชีวิต แต่ยังออกจากวงจรไม่ได้  ยังไม่พร้อม แต่ก็เป็นกบฏตลอดเวลา  พอปรุงมายาหนักเข้าต้องรีบไปขูดกิเลสออก  พอปฏิบัติบ่อยเขา จิตเริ่มแข็ง  เริ่มคิดการใหญ่ว่า ไม่ไหวแล้ว ชีวิตแบบนี้ ไม่เอาแล้ว  มันทุกข์ มันไม่จริงแท้ มันเหนื่อยกับการดิ้นรน  ล้ากับการตั้งเป้าหมาย  จะตั้งไปไหน  ทำแล้วได้อะไรเนี่ย  ชีวิตก็มีพอแล้ว จะไปโชว์ของใหม่หลอกกินตังค์ใครอีก ทำมากๆ  เราก็โดนกิเลสเขาบดขยี้อัตตาตัวเอง  พอพร้อมแล้ว ก็พอ ไม่เอาแล้ว เลิกบ้า ออกมาลุยซัดกับกิเลสเต็มๆ

         อาจารย์มีชีวิตที่เกิดมาเพื่อหาทางหลุดพ้น  แต่วิถีชีวิตมันดันขวางเส้นทางนี้ทุกย่างก้าว  ไม่ว่าจะเป็นการมาเกิดในความเป็นสตรีเพศ  มีครอบครัวอิรุงตุงนังต้องรับผิดชอบ งานอาชีพที่สร้างกับดักมายาให้ชาวบ้าน   เมื่อยังพ้นไปไม่ได้ ก็ก่อกบฏมันบ่อยๆ หักดิบจนเคยชิน  ได้เห็นมหัศจรรย์แห่งจิต  ระลึกชาติได้ตั้งแต่ปีแรก และได้ภาวนาแผลงๆแบบไม่มีใครสอน  ไม่ได้คิดจะอวดรู้ แต่สังขารและบารมีเก่ามันพาไปทางลัด  เช่น การกำหนดจิตให้คมเป็นดาบซามูไร  แล้วฟาดลงไปที่จิตที่ขันธ์ 5 ในระดับปรมัตถธรรม   ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเราเคยมีชาติกำเนิดเป็นซามูไรมาก่อน  แต่ชอบดาบซามูไรมาก  ดาบอื่นไม่เอาเลยพอเริ่มตีทำลายขันธ์ 5  เท่านั้นแหละ  โอ้โห  เทวดามารุมดูปฏิบัติการประหารกิเลสมืดฟ้ามัวดิน  เพราะไม่เคยเห็นคนอะไรมันจะใจเด็ดใจเดี่ยว ฟาดเอาฟาดเอาขนาดนี้  บางทีมันมาก พอจิตนิ่ง  กำหนดจิตให้เป็นดาบที่คมและแกร่ง   เล็งแล้วผลั่ว…ลงไปกลางตัว  เหมือนฟันตอไม้ขนาดใหญ่ขาดทั้งท่อน   โอ้โห..ดุได้ใจ  

         พอถอนภาวนา เทวดาโปรยดอกไม้สนั่น  เป่าปากด้วยหรือเปล่าไม่รู้นะ  ไม่ได้ยิน เห็นแต่ภาพ    พอออกจากปฏิบัติ  ได้เห็นชีวิตในหลายแง่มุมมากขึ้น กลายเป็นนักคิด  ไม่ใช่นักฟุ้ง เหมือนที่เขาชอบเป็นๆ กัน   เป็นการได้ปัญญาจากการปฏิบัติ  มายาใดๆ ที่เคยปิดตาเราไว้ก็ถูกเปิดออก  แม้ชีวิตภายนอกยังดูเหมือนเดิม แต่รายละเอียดชีวิตเปลี่ยนไป  กลายเป็นคนที่นุ่มนวลขึ้น  แต่ดุถึงพริกถึงขิงกับกิเลส     พอถึงวาระต้องมาจัดแฟชั่นโชว์ชุดใหม่ตามหน้าที่   ด้วยความติดใจสังขารซามูไร ก็เลยคิดคอนเซพ ให้นางแบบมาแต่งตัวใส่ชุดกึ่งกิโมโนถือดาบ  เป็นซามูไรสาว  แต่ใส่เพชร  โอ๊ย งานนั้นดังสนั่นเมือง ทีวีทุกช่อง นิตยสาร นสพ.ลงข่าวทั้งนั้น  เพราะคนไม่เคยเห็นงานแนวนี้ที่ให้ความต่างหรือ Contrast รุนแรง    จากเดิมที่คนติดภาพว่านางแบบใส่เพชรนี่ต้องนวยนาดเฉิดฉาย  แต่นี่เอาผู้หญิงมาเป็นซามูไรถือดาบ    นี่คือเกิดความคิดนอกกรอบ  นักข่าวเขาก็ถามว่า  ไปได้คอนเซพแบบนี้มาจากไหน  เราก็บอกตามตรงว่า  ไปได้มาจากการปฏิบัติภาวนาว่า  คนจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นี่ต้องมีใจที่เด็ดเดี่ยวแบบซามูไร ถึงจะถึงธรรมได้   เขาฟังแล้วก็งงๆ  คนจัดแฟชั่นโชว์เนี่ยนะ  เข้าถึงธรรม ไปปฏิบัติกรรมฐานเสร็จแล้วมาจัดแฟชั่นโชว์   เขาประมาทในตัวเรามาก  เขาไม่รู้ความจริง ว่าคุยอยู่กับหัวหน้ากบฏ

         คิดว่าจะได้วางวิชาทางโลกแล้ว  กลับเป็นว่า ต้องงัดวิชาขึ้นมาใหม่ เอากิเลสมาหักคอกิเลส เอามาใช้ทำงานโนอิ้งบุดด้า ให้คนที่มันไม่มีความเคารพยำเกรงพระพุทธเจ้า ได้รู้ว่า อย่ามาย่ำยีกัน เราไม่ยอม

         นี่คือ 7 ปีก่อน  ที่เก็บมาเล่าให้ฟังก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า คนจะถึงธรรม  ไม่ต้องติดยึดกับเครื่องแบบ   เป็นใครก็ได้ไม่เกี่ยง  เป็นหญิงเป็นชาย เป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว เป็นนักบริหาร เป็นแม่บ้าน  เป็นคนชรา  เป็นยาจก  เป็นเศรษฐี  ได้ทั้งนั้น   ธรรมะไม่เคยเลือกปฏิบัติ  ธรรมะมีอยู่ในตัวคนทุกคน   การเป็นฆาราวาสนี่ง่าย  หากจริงจังและใจถึงนี่ง่ายมาก   

          ฆาราวาสนี่ ถึงธรรมง่าย  เพราะถือแค่ศีล 5 ทำให้ขยับตัวง่าย  กฏไม่เยอะ  มีแต่กฏแห่งความพยายาม  หากยังมีภาระชีวิตอยู่ ก็ทำไป ถึงเวลาก็จัดสรรมาภาวนา  อย่าลุ่มหลงทำงานรับใช้กิเลส  ทำงานเพื่อแบกแบรนด์บนกระเป๋า  คนบ้าแบรนด์นี่ก็อยากโชว์แบรนด์แอร์เมส Hermes  กระเป๋าใบละหลายแสน  เข็มขัดเส้นละหลายหมื่น  ส่งเสริมให้เขาฆ่าจรเข้ไปถลกหนังมันมาบาปกรรมยังไม่พอ ต้องเสียเงินแพงๆ อีก  เขาเรียก รวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่ด้วย   แบรนด์นี้โลโก้เป็นตัว H แต่คนไม่รู้เรื่องรู้ราว  เห็นคนใส่หัวเข็มขัดแอร์เมสมันบอก

           ” พี่ๆ ซื้อรถฮอนด้านี่ เขาแถมหัวเข็มขัดด้วยเหรอ”

             นี่ เขาเรียกมายา   ปรุงกันไปทั้งนั้น อีกคนเห็นค่า อีกคนไม่รู้เรื่อง  อย่าทำงานงกๆ  เพื่อของหรู  อย่ามุ่งเอาแต่ของพวกนี้มาช่วยยกระดับ   ไม่เหนื่อยกันมั้งหรือไง   อย่าอยู่เพื่อของแพงๆ  เพื่อรถหรูๆ   เพื่อบ้านที่ใหญ่โตที่มีไว้ขยายหน้าและอัตตาให้พองโตขึ้น  ทำอะไรแค่พอดีๆ  อยู่แล้วมีความสุขไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่สร้างหนี้  ผู้หญิงนี่ อย่ารอลูกโต  ลูกยิ่งเล็กยิ่งต้องรีบมา  เพราะพลังธรรมในตัวเรานี่แหละ จะเป็นพลังในการเกื้อหนุนลูกและครอบครัว  คนที่ไปรอว่า รอลูกโตก่อนแล้วค่อยมา  นี่คิดผิดมหันต์

        เพราะในขณะที่ใจมัวแต่ห่วง จะสอนลูกก็ไม่มีพลังธรรมไปดึงเขา  จะเอาบุญไปอุ้มลูก ก็ไม่มีพลังบุญ  มีแต่พลังบ่น   จนไปสร้างแรงกดดันต่อลูกต่อครอบครัวโดยไม่รู้ตัว   แต่หากภาวนา มาเติมพลังบ่อยๆ  พอแผ่เมตตาที ลูกได้ ครอบครัวได้อะไรที่มันปิดกั้น ชีวิตมันก็เปิด   อาจารย์ออกภาวนาครั้งแรก ลูกอายุ 6 เดือน คิดถึงทุกวันเอารูปติดไปด้วย  แต่พอปฏิบัติเสร็จ พารอดทั้งครอบครัวชีวิตมีแต่ความร่มเย็น  เลี้ยงลูกด้วยเมตตาธรรม ไม่ใช่รักลูกแบบลุ่มหลง ติดลูกแจแบบห่างไม่ได้จะเป็นจะตาย  ร้องไห้เป็นเผาเต่า   ไปปฏิบัติภาวนา ทำตัวอย่างกะเขาจะพาไปเข้าโรงเชือด  

         ผู้หญิง จริงๆ เก่งกว่าผู้ชาย มีความอดทนกว่ามาก  เพราะต้องอุ้มท้องต้องคลอดลูก ต้องผ่านความเจ็บปวด  ผ่านความเป็นความตาย  ต้องอดทนอย่างยิ่ง พอผู้หญิงมาปฏิบัติธรรมเข้า  จึงมักจะไปได้เร็วกว่าผู้ชาย  เพราะสะสมพลังแห่งความอึดไว้

         ผู้ชาย นี่ หากมาปฏิบัติเร็วก็ยิ่งดี  ทำให้ใจมันเป็นเทพ  เพราะถ้าใจเขามีธรรมแล้ว ในฐานะที่โลกวางตัวให้เป็นผู้นำครอบครัวและสังคม   ก็จะทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุข  โลกจะลดความเห็นแก่ตัวลง เราต้องมีคนใจเทพเดินดินมากๆ ไม่ใช่มีคนหล่อขั้นเทพมากๆ  พวกหล่อขั้นเทพ  เดี๋ยวมันก็เน่า บางคนหล่อแต่ใจเน่า กล่ินโง่และเน่านี่โชย  เมื่อก่อนเจอคนเยอะ เห็นใครหล่อแล้วชอบแอบว่าในใจว่า  ไอ้นี่หล่อแต่โง่  เพราะมันโชว์โง่ออกหน้าออกตา   แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนใหม่เป็น  หล่อแต่เน่า ด่าเสร็จก็แผ่เมตตาบทพิเศษให้มันบอก เอ็งอย่าเน่าให้มากนัก ฟอร์มาลีนมันแพง  ให้เจริญๆ เห็นธรรมไวๆ  

         ปีก่อน  เราต้องตระเวนดูคอนโดให้คนที่ต้องไปสร้างชีวิตใหม่ ไปดูที่ดีๆ ก็แพงลิบลิ่ว  ที่ราคาพอได้บริษัทผู้สร้างก็เอารัดเอาเปรียบค้ากำไรเกินควร คอนโด 24 ชั้น 380 ยูนิตแต่มีลิฟท์ให้ 2 ตัว หากคนที่คิดไม่เป็นหลงไปซื้อเข้า  ชีวิตไม่ตายคาการรอลิฟท์เลยหรือนี่  

         ที่โลกเป็นอย่างนี้ก็เพราะ  คนที่ไม่มีธรรมเห็นแก่ตัว  ใจมันเป็นเปรต คือโลภโมโทสัน ทำอะไรก็จะเอาแต่กำไรเป็นตัวตั้ง  ไม่คิดถึงหัวใจของคนอื่น  แต่หากมีธรรมซะแล้ว เขาจะกลับมาคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น มากพอๆ กับประโยชน์ของตัวเอง  สังคมถึงจะไปได้   เราก็สงสารคนที่เขายังดิ้นรน  เราผ่านชีวิตมามาก  ผ่านความล้มเหลวและความสำเร็จ  เคยอยู่บนเวทีชีวิตทั้งมุมแดงมุมน้ำเงิน จึงรู้ว่า สุขกับทุกข์ ต้องเบียดกันไป แต่สุขแท้ๆ ต้องแซงขึ้นหน้าให้ได้  ไม่อย่างนั้นชีวิตมันจะเจอแต่ทุกข์ถาวร  ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะใด  ต้องกลั้นใจ  มาแสวงหาสุขแท้ๆ ให้ได้  จะได้เห็นแสงสว่าง  เพราะความสุขในโลกกียะ  มันปลอมทั้งหมด  มันเป็นกับดักอย่างยิ่ง ก็เลยใช้ความเข้าใจ ในทุกบริบทชีวิตมาชี้ทาง  หากไม่เข้าใจ  แล้วเข้าไม่ถึงจะไม่มาสอนเลย  

       แทนที่จะปล่อยชีวิตให้จมทุกข์ไปวันๆ ลองออกภาวนาสักตั้ง เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้นมาบ้าง  

         เห็นโลกเต็มไปด้วยความหลงแล้วก็สงสาร  ว่าทำไมเขาปล่อยให้ชีวิตเขามืดนัก  มรณานุสติมีให้เห็น เทวทูต คนแก่ชรา ก็มีให้เห็นอยู่ทุกเช้าค่ำ  เดินหลังโค้ง ฟันหัก งกๆ เงิ่นๆ นี่ ทำไมไม่ลองคิดมองตัวเองเป็นแบบนั้น   ทำไมเขาถึงไม่ขวนขวายหาทางพ้นไปจากสังสารวัฏ  รออะไรกันอยู่   บางคนแก่แล้ว ยังต้องมานั่งเลี้ยงหลานแทนที่จะรีบโกยพาตนให้พ้นทุกข์   นักธุรกิจก็มุ่งแต่จะขยายๆๆ  มันจะขยายไปไหนของมัน อย่างโครงการแสนสิรินี่  พูดไปเลยชัดๆ มีแต่ขยายๆๆ  จากตะบี้ตะบันกวาดซื้อที่ในเมืองสร้างคอนโดเสร็จ  ก็ไปกวาดต่อแถวชานเมือง อีกหน่อยมันก็ไปขยายต่อต่างจังหวัด ไปทำให้คนที่เคยอยู่พื้นที่กว้างๆ เห็นดีเห็นงามกับการอยู่แบบตู้ปลา แล้วระบบสังคมเอื้อเฟื้อมีน้ำใจก็ถูกทำลาย คนอยู่ที่แคบ ใจมันก็แคบตาม   นี่คือมุ่งแต่ขยายๆๆ จนตายคาเวที  

          บางทีไปธนาคาร  เห็นแล้วสงสารพนักงาน  ผู้บริหารก็ยัดเยียดออกผลิตพันธ์การเงินหลอกล่อค้าดอกเบี้ยสารพัดโปรแกรม  เมื่อก่อน ไปธนาคารก็แค่ไปฝากเงินกับถอนเงิน  แต่เดี๋ยวนี้  คนทำงานธนาคารต้องขายประกันด้วย  กลายเป็นว่า  ใจไม่สงบ ต้องคอยเล็งว่าจะขายประกันกับลูกค้าคนไหน  หากไม่ขาย ก็ไม่ได้ เพราะเป็นกฏ   ชีวิตหาความสงบไม่ได้เลย ไปธนาคารก็มองหน้ากันไม่สนิทใจ  กลัวโดนงาบ

        คนแต่ละคน  ล้วนต้้องมาเป็นเหยื่อความโลภ  สงสารนะ  ไม่ใช่รังเกียจ แต่สงสาร  ที่โลกผลักดันให้คนเป็นเหยื่อของความไม่รู้จักพอ คนที่เป็นกบฏสังคมได้ นี่จึงเก่ง  ต้องแน่มาก ต้องกล้าที่จะลุยฝ่ากลมายาของกิเลส

        มีฝรั่งคนหนึ่ง ทำงานเยอะมาก นัวเนียไปหมด พอถามเขาว่า ทำไมเขาต้องทำงานมากมายหลายอย่างแบบนี้  เขาตอบว่า  เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงหยุดไม่ได้ และไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ  แต่คนพุทธนี่โชคดี  ที่มีพระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ทรงชี้ลงไปเลยว่า ที่หยุดไม่ได้ก็เพราะกิเลส เพราะตัณหาและความทะยานอยากนี่เป็นตัวผลักดัน  ดังนั้น หากอยากพ้นทุกข์ ต้องปราบใจที่ดิ้นรนด้วยตัณหานี้

         สตีฟ จ๊อบส์ ก็ตายไปแล้วกับเงินหลายแสนล้านที่ทิ้งเอาไว้เป็นใบหุ้น   ให้ทายาทลุ่มหลงกันต่อไป   ลุงแก่ๆคนนึงในชนบทก็ตายไปแล้วกับเศษเงินไม่กี่บาทติดอยู่ก้นกระเป๋า    อภิมหาเศรษฐี กับอภิมหายาจก  มีจุดจบที่เดียวกัน  แต่ย่อมมีที่ไปต่อ  ไม่เหมือนกัน   แล้วตัวเองล่ะ  กำลังมัวเมาอยู่ด้วยความประมาทหรือเปล่า  อย่าลืมคิดถึงชีวิตภาคต่อ  อภิมหากาพย์ชาติหน้า ชาติโน้น และชาติต่อๆ ไป จะมีที่ไปต่ออย่างไร  ต้องหยุดคิด  และกำหนดชีวิตให้ได้ตั้งแต่บัดนี้

       อย่ากลัวที่จะกำหนดชีวิต  แต่จงกลัวที่จะสูญสิ้นชีวิตก่อนจะมีโอกาสได้กำหนด


อัจฉราวดี  วงศ์สกล

18 พฤษภาคม 2555

………………………………………………………………

สนใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะ ดูได้ที่ www.schooloflifethailand.org  ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันอังคารและวันศุกร์  เป็นไฟล์.doc ได้ที่ joe.techo@hotmail.com หรือ  f : คุยกับศิษย์เตโชวิปัสสนา ,  สอบถามปัญหาธรรมกับอาจารย์ได้ที่ email: school_oflife@yahoo.com              

 

   

ชีวิตที่มีเกียรติ

       

            อาจารย์เป็นคนที่มาจากสังคมคนเมืองแท้ๆ  การใช้ทางด่วนบ่อยๆ ทำให้เห็นมุมมองของชีวิตลอยฟ้า  มองไปตรงไหนก็เห็นตึกรามบ้านช่องและชีวิตคนมากมายมหาศาลที่อยู่ในมหานครแห่งนี้  เวลาขับรถอยู่บนโทลเวลย์มาจากถนนวิภาวดี มาสู่กระแสเมือง ก็จะเห็นอาณาจักรตึกสูงใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า  ทำให้เห็นว่ากรุงเทพขณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับที่นิวยอร์คที่เป็นมหานครที่มีตึกสูงตระหง่านตั้งเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในพื้นที่ไม่กี่หมื่นตารางเมตร   แต่พื้นที่ทุกซอกทุกซอยจะเต็มไปด้วยชีวิต  ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

         คนนิวยอร์คส่วนมากอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์  หรือที่เราเรียกว่าคอนโด  ฝั่งแมนฮัตตั้น ถือว่าเป็นย่านธุรกิจและย่านเศรษฐี ซึ่งก็มีแบ่งโซนไปเป็นรวยมากๆ และลดหลั่นลงไปจนถึงจนมากๆ ถึงขนาดไม่มีบ้านอยู่ หรือที่เรียกว่า Homeless   ภายใต้ตึกสูงเสียดฟ้า จะมีอพาร์ตเม้นท์ตั้งแต่ขนาด 25 ตรม. ไปจนถึงเพ้นท์เฮาส์ที่มีพื้นที่หลายร้อยตรม.  อพาร์ตเม้นท์เล็กๆ เป็นทั้งห้องครัวห้องรับแขกห้องน้ำ ห้องนอน อยู่ในนั้นหมด  ด้วยความที่เล็กแคบและอึดอัดมาก แต่บางคนต้องอยู่กันทั้งครอบครัว ทำให้คนนิวยอร์คชอบไปเดินเล่นที่สวน  หรือชอบการอยู่นอกบ้านแทนการอยู่ในห้องที่แสนอึดอัด   

         จากที่ได้เคยไปที่นั่นหลายครั้ง ทำให้ได้เห็นว่า คนที่นั้นส่วนใหญ่ขาดรอยยิ้ม และแล้งน้ำใจ  ทุกอย่างที่เห็นและเป็นไป  คือสิ่งที่ต้องเกิดประโยชน์แก่ตนทั้งสิ้น  เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยอัตตาและ ความทะยานอยากสุดโต่ง  ทุกคนมีแต่ดิ้นรนๆๆ  เหตุผลนึงที่ใจเขาแคบ ก็เพราะเขามาจากที่อยู่อาศัยที่คับแคบ  จนกลายเป็นความกดดันจนแทบอยากจะทุบกำแพงทิ้ง  และความกดดันอันนี้ก็ไป   อัดรวมอยู่ในจิตใจกลายเป็นคนที่มีหัวใจอันแห้งแล้ง 

         อาจารย์เคยยืนรอรถไฟใต้ดินที่คนพลุกพล่าน  แม้จะยืนอยู่ในจุดของตัวเอง ก็ยังไม่วายถูกคนที่เร่งรีบมากๆ มาด่าว่าเรายืนขวางทางเขา เหตุการณ์ที่จำไม่ลืม คือการจ่ายเงินค่าทิปให้แท๊กซี่  ซึ่งทิปเป็นเรื่องใหญ่มาก  หากไปใช้บริการอะไรแล้วไม่ให้ทิปละก้อ เป็นเรื่อง  เช่นวันนึงเงินเหรียญไม่พอ  ก็เลยให้ทิปไปด้วยเงินเล็กน้อยกว่ามาตรฐานหน่อยเดียว  ปรากฏว่า คนขับแท๊กซึ่  โยนเงินทิปที่เราให้ทิ้งไปที่ถนน

         ความรู้สึกตอนนั้น  บรรยายไม่ถูก ที่ความหวังดี ถูกเขวี้ยงทิ้งต่อหน้าต่อตา

        สังคมอเมริกันเป็นตัวการทำให้โลกบ้าวัตถุนิยม และทำอะไรก็หวังเงินรางวัล  จนเกิดระบบการให้ทิป  ที่ถูกกำหนดว่าหากทานอาหารต้องจ่ายทิป 15% ทำให้ปลูกฝังค่านิยมของการทำสิ่งใด เพื่อหวังผลรางวัลโดยไม่ได้อยากทำให้อย่างแท้จริง  พอไม่ได้รางวัลก็จะไม่พอใจ    เรื่องแท๊กซี่โยนทิปใส่นี่  ไม่ใช่เราเจอคนเดียว มีคนรู้จักอีกสองคนก็เจอแบบเดียวกัน

            ที่กรุงเทพชั้นใน ตอนนี้เริ่มออกอาการเช่นกัน   แม้จะไม่รุนแรงเท่า  แต่หากต้องไปเกี่ยวข้องกับงานบริการ  ก็ต้องให้ทิป  เมื่อก่อนอาจารย์ก็ต้องยอมทำตามกฏเกณฑ์ของสังคม  แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว  เดี๋ยวนี้เก่ง เป็นกบฏสังคม   ไม่ว่าจะไปที่ซีกโลกไหนในโลก หากเขาทำไม่ดี บริการไม่ดี เราก็ไม่ให้ทิป  โดยเฉพาะร้านอาหารนี่  เดี๋ยวนี้คนกรุงเวลาจ่ายค่าอาหาร ต้องดูบิลด้วยหากเขาชาร์ตค่าบริการ 10% แล้ว จะให้ทิปก็ได้ไม่ให้ก็ได้  เพราะคุณคิดเงินค่าบริการไปแล้ว  คำว่าทิปแปลว่ารางวัล  หากเราเห็นว่าเขาให้บริการเราดีด้วยความจริงใจ  การให้รางวัลตอบแทน ก็เป็นสินน้ำใจ  แต่หากเขาบริการแย่  แล้วยังไปให้รางวัลเขาอีก ก็แสดงว่า เราเห็นดีเห็นงามกับการทำงานแย่ๆ ของเขา

             เพราะสังคมอเมริกัน แห้งแล้งและเห็นแก่ตัวปานนี้  เราจึงเห็นการละเมิดย่ำยีพระพุทธรูปส่วนใหญ่มักมาจากประเทศอเมริกา  เพราะเขามองไม่เห็นหัวใครนอกจากหัวตัวเอง  ผลประโยชน์ใดที่เกิดแก่เขา  เขาก็ไม่สนความรู้สึกของคนอื่น  เพราะอัตตาสุดโต่งรุนแรงแบบนี้ คนที่นั่นจึงป่วยทางจิตกันมาก มีความทุกข์ใจอะไรก็ไปนั่งระบายกับจิตแพทย์ ไปเสียเงินชั่วโมงละ 5,000  บาทคุยๆ แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย  พอใจโดนกระแทก ก็ไปเสียอีก 5,000  บางคนผูกเป็นรายเดือนไปเลย  การพบจิตแพทย์กลายเป็นเรื่องปกติ

           มีอยู่ประเทศนึง ที่สร้างระบบให้คนทำงานอย่างดีที่สุดโดยไม่ยอมรับทิป  ถือเป็นต้นแบบของกบฏสังคมนิยมทิป   นั่นคือประเทศญี่ปุ่น  ที่นั่น เขาถือว่าการได้ทำงานแต่ละงาน   คือการได้รับเกียรติและได้รับโอกาสชีวิตแล้ว   ดังนั้นหากแขกมาใช้บริการ แล้วไปให้ทิป   เขาไม่รับ ถือว่าเป็นการดูถูกน้ำใจของเขา   แน่นอนว่า คนที่อยู่ในธุรกิจบริการ บางคนอาจไม่ชอบใจ  แต่หากมองภาพรวมแล้ว ทำให้คนได้รู้จักทำงานอย่างเต็มใจและเต็มที่  การได้รับแค่คำว่าขอบคุณอย่างย่ิง หรือ Ari ka to Go sai Mas อะริ กะโตะ โก ไซมัส แค่นี้พอแล้วสำหรับเขา  

         การปฏิเสธการรับทิปของคนญี่ปุ่น ทำให้อาจารย์ได้ข้อคิดว่า  คนทำงานส่วนใหญ่  ลืมคำนึงถึงคำว่า “เกียรติ” 

       การได้รับโอกาสให้ได้ทำงานใดอันหนึ่ง  นี่ถือว่าเป็นเกียรติ ที่ผู้ว่าจ้างตน มีความเชื่อมั่นในตัวเรา  และให้โอกาสได้แสดงฝีมือ  หากทุกคนยังจำได้ ถึงเมื่อตอนเรียนจบใหม่ๆ และหวังอยากได้งานทำ  ในเวลานั้นจิตใจมักจะจดจ่อกังวล  กลัวการตกงานจนคิดว่า  งานอะไรก็ได้ที่ไม่เสียหายขอให้เขารับเข้าทำงาน และหากได้งานที่ตนรัก ก็ถือว่าเป็นโชคแต่หากไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  อะไรก็ได้มาเถอะ   แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้ผ่านจุดนั้นไปแล้ว  เราก็เริ่มไม่พอใจ เริ่มเลือกมาก และเรื่องมาก

         แน่นอนว่า  ทุกคนอยากมีความก้าวหน้าในชีวิต การเลือกมากเมื่อมีโอกาสให้เลือก ไม่ใช่สิ่งผิด  แต่เมื่อได้รับเลือกแล้ว  ต้องคิดว่า ชีวิตเรามีเกียรติ  คือได้รับเกียรติจากนายจ้างหรือผู้ที่มอบหมายงานให้เราทำ  ดังนั้น จึงต้องทำให้ดีที่สุด  ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ตนมีผลงานที่ดี แต่ต้องทำเพื่อรักษาเกียรติที่ตนได้   การทำงานโดยมุ่งหวังแต่ทิปหรือโบนัสจนทำให้คนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว  ทำอะไรก็มุ่งหวังผลตอบแทน  จนลืมรักษาเกียรติและโอกาสที่ได้มา

         เวลาให้พรใคร  อาจารย์มักจะให้พรให้คนผู้นั้นมีโอกาสในชีวิต  เพราะหากในชีวิตเรา ไม่เคยมีใครให้โอกาสได้แสดงฝีมือ  ได้ทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ขาดโอกาสเสียอย่างเดียว ให้เก่งอย่างไร  ก็แทบไม่มีความหมาย เพราะไร้โอกาส   ดังนั้นคนทำงานทั้งหลาย ต้องไม่ลืมว่าเราทำงานเพื่ออะไร 1. เพื่อความอยู่รอด 2. เพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่า 3. เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า  เมื่อได้โอกาสและเกียรตินั้นแล้ว  จงรักษาโอกาสและเกียรติของตนให้ดี   แม้เมื่อทำงานไปจริงๆ แล้วคิด ว่างานนั้นยังไม่เหมาะกับตน หรืออยากแสวงหาสิ่งซึ่งดีกว่า แต่ก็อย่าทำลายเกียรติของตัวเอง จะอยู่หรือจะไป  ต้องรักษาเกียรติของคนทำงานเอาไว้ 

       เมื่อมา ก็มาอย่างมีเกียรติ  เมื่อจากไป ก็ต้องไปอย่างมีเกียรติเช่นกัน

         การที่อาจารย์ได้เชื้อเชิญมอบโอกาสให้ศิษย์ได้ร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ในองค์กรโนอิ้ง บุดด้า  คนที่มองอะไรสั้นๆ คิดแต่เรื่องภาระชีวิตของตัวเอง ก็จะคิดว่าทำไมตนต้องเอาตัวมารับเรื่องอีกเรื่องเข้ามาสู่ชีวิต  แต่คนที่มองเห็นโอกาส  ก็จะมองว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้มีส่วนทำงานที่ยิ่งใหญ่แก่พระศาสนาและจะเกิดอานิสงค์เกื้อกูลชีวิตอย่างใหญ่หลวง

          คนที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์นี่  ต้องรู้ว่าตนได้รับเกียรติมาก  เพราะเราเป็นคนปิดกั้นตัวเอง  เป็นกบฏสังคม  แต่เมื่อสละพลังชีวิตทำงานเพื่อพระศาสนา ก็ลดกำแพงลง  ทั้งๆที่จริงๆแล้ว  ยากที่จะมีใครเข้าถึงตัวได้ ไม่ใช่เรื่องมากหรือคิดว่าตัวเองสำคัญ  แต่เพราะรักความสงบและเพื่อป้องกันกระแสกิเลส  และเมื่อได้ทำงาน  เราถ่ายทอดวิชาทางโลกให้ด้วย  สอนให้แบบคนมือถึง  สอนให้มองทุกแง่ทุกมุม  ไม่ใช่ว่ากันแต่เรื่องวิปัสสนาอย่างเดียว  แต่ทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นชีวิต  ทุกคนจะได้เรียนรู้หมด  ขึ้นอยู่กับว่า จะรับไปได้มากน้อยแค่ไหน

          บางคนบางองค์กร ทำงานด้านพระศาสนาเหมือนกัน  แต่กลับไม่ฉุกคิดว่า  ทำไม ยิ่งสอน คนยิ่งเสื่อม  ยิ่งเผยแพร่  ยิ่งถอยหลัง  มองตรงนี้ไม่ออก  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ บางคนสอนผิด บางคนลุ่มหลง  และเกือบทุกคน เข้าไม่ถึงธรรมแท้ๆของพระพุทธเจ้า   เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้องมานั่งคิดกัน ใหม่   ต้องถอยหลังหนึ่งก้าว  มาแก้ไขให้ความรู้กันจริงๆ จังๆ  ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งตัดมะเร็งร้ายของความเสื่อมไม่ให้ลาม  เพราะศาสนาขาดรั้ว  องค์กรโนอิ้ง บุดด้า  อาสาเป็นรั้ว ทำตัวเป็นหนาม  คอยป้องกันไม่ให้คนย่ำยีพระศาสนา  และไม่ใช่ป้องกันอย่างเดียว  แต่มุ่งให้ความรู้ที่กระชับ ไม่เยิ่นเย้อยืดเยื้อ เข้าถึงประเด็น สอนให้เข้าถึงหัวใจ   นี่ ครบเครื่องหมด  แต่พอยื่นมือออกไปขอแนวร่วมทั้งระดับองค์กรและระดับบุคคล  แทนที่จะได้มือเข้ามาประสาน  กลับเจอแต่ฝุ่นสกปรกเต็มมือกลับมา

         ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ  เขาไม่เข้าใจ  เขามองไม่เห็นคุณค่า และมีมุมมองชีวิตอันคับแคบ  จึงไม่ใส่ใจ  ธุระไม่ใช่  ประโยชน์ไม่เห็น  ก็ละเลยเกียรติที่เราหยิบยื่นให้

         มีเรื่องเล่าในหมู่นักการเงินนานแล้วเรื่องนึง

         ที่ริมถนนสุขุมวิทระหว่างซอย 1-3  จะมีธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่  ต่อมาธนาคารอยากขยายพื้นที่ออกไป  แต่ขยายไม่ได้เพราะติดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่ต้ั้งเด่นเป็นสง่าขวางทิศทางการขยายพื้นที่  ผู้บริหารจึงไปติดต่อบอกความประสงค์เจ้าของบ้าน 

         ” บ้านของคุณขวางแนวขยายพื้นที่ธนาคาร  เราอยากซื้อบ้านของคุณ ไม่ทราบว่าคุณจะขายราคาเท่าไหร่”

         เจ้าของบ้านตอบกลับมาว่า

         ” ผมไม่ขายหรอก  แล้วธนาคารของคุณล่ะ  ราคาเท่าไหร่   ผมอยากซื้อ!!”

         เจ้าของบ้านหลังนั้น  คือคุณสุระ จันทรศรีชวาลา  ผู้เป็นเจ้าของธนาคารอีกแห่งในเมืองไทยในเวลานั้น

          คนส่วนใหญ่ เห็นแต่เงาของตัวเอง  แต่ไม่ได้ฉุกคิดมองเงาของคนอื่นบ้าง  แม้วันนี้เงาขององค์กร โนอิ้ง บุดด้า  ยังทอดได้ไม่ยาวไกล  แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเงาของเรา คือวัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เงาของผู้ใด   จะมาทาบรัศมีได้  

          คนที่เฝ้ามองแต่เงาตัวเอง  ก็คือคนที่ก้มมองอยู่แต่พื้นทีี่แคบๆ  ไม่ได้ใส่ใจพิจารณามองพื้นทีี่รอบตัว ทั้งแนวตั้งและแนวขยาย  แม้ทั้งโอกาสและเกียรติ  จะลอยมาอยู่เบื้องหน้า   เขาก็ยังไม่สามารถที่จะคว้ามันไว้ได้   เพราะเขาขาดตาแห่งปัญญาจนทำให้มองไม่เห็น  บ้านเล็กที่ยิ่งใหญ่”  อันเป็นบ้านที่จักแผ่ขยายให้ร่มเงาต่อผู้ที่เข้ามาสู่บ้านหลังนี้   และจะก่อให้เกิดคุณาณุปการต่อชีวิตอันใหญ่หลวง   ตราบนานเท่านาน หลายชาติหลายภพเลยทีเดียว


อัจฉราวดี  วงศ์สกล

15  พฤษภาคม 2555

……………………………………………………………………….

 วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้  เวลา 11.00 น. ที่รร.แห่งชีวิต ซอยสุขุมวิท 67 เชิญท่านทั้งที่เป็นศิษย์และไม่ใช่ศิษย์ที่อยากมีส่วนช่วยงานปกป้องพระศาสนา   พบอาจารย์เพื่อช่วยงานองค์กร โนอิ้งบุดด้า คือ การให้ความรู้, ปกป้อง,และยับยั้ง เช่น ช่วยเผยแพร่หนังสือ  เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพื่อให้ความสนับสนุนองค์กรให้มีพลังในการทำงาน ,ช่วยงานธรรมยาตรา  หรือเลือกกิจกรรมที่ถนัด ลงชื่อได้ที่ 02 634  7461-3 หรือ email: joe.techo@hotmail.com

…………………………………………… 

 สนใจข้อมูลเตโชวิปัสสนากรรมฐานและการอบรมธรรมะ ดูได้ที่ www.schooloflifethailand.org  ขอคำสอนที่โพสต์ทุกวันอังคารและวันศุกร์  เป็นไฟล์.doc ได้ที่ joe.techo@hotmail.com หรือ  f : คุยกับศิษย์เตโชวิปัสสนา ,  สอบถามปัญหาธรรมกับอาจารย์ได้ที่ email: school_oflife@yahoo.com