Teachings - Techovipassana : เตโชวิปัสสนา

ลีลาวดี…..ความงามที่มาพร้อมคำสาปแช่ง
  

โบราณท่านว่า  ต้นลั่นทม หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดี เป็นไม้อัปมงคล  ต้องปลูกเฉพาะในวัด  ทั้งๆ ที่เป็นต้นไม้ที่มีรูปทรงหรือฟอร์มสวยงาม  ดอกก็สวย กลิ่นหอมยวนใจ  แต่ก็ไม่มีใครชี้ชัดลงไปว่า ไม่ดีอย่างไร   บ้างคิดว่าคงเป็นเพราะชื่อที่ฟังเหมือนระทม  วันนี้  ถึงคราจะเผยความเร้นลับที่มากับความงามนี้ให้ฟังว่า  ที่ว่าอัปมงคลนั้นก็เพราะ ….ลีลาวดีเป็นต้นไม้ที่มาพร้อมกับคำสาปแช่งนี่เอง!

      สิ่งที่จะเผยให้ฟัง  รู้จากอานุภาพทางจิตรู้ที่ทรงพลังที่สัมผัสกระแสละเอียดที่ซ้อนอยู่ในมิติทางจิตได้   ดังนั้น ใครที่เงื้อง้าเตรียมบอกว่างมงาย  กรุณาอย่าอ่านต่อ  เพราะหากอ่านแล้ววางใจให้แค่รู้อย่างเดียวไม่ได้  มาต่อว่าต่อขานผู้เขียน ย่อมเดือดร้อนได้ภายหลัง  เพราะอาจารย์ไม่มีเครื่องแบบ จึงง่ายนักต่อการปรามาส

     เรื่องเล่านี้  อาจารย์มิได้เล่าเพื่ออวดอ้างคุณวิเศษอันใด  แต่เล่าไว้เผื่อว่า  จะช่วยลดกระแสลบบางอย่างที่แทรกซึมสู่จิตของผู้ที่ติดหลงได้บ้าง  จิตใจของผู้คนรวมถึงแผ่นดินจะได้สงบเย็นขึ้นมาได้อีก

      …

     ลั่นทม   เป็นต้นไม้ประจำประเทศลาว  เข้ามาสู่ไทยโดยสมัยหนึ่งนานมาแล้ว  เจ้าเมืองลาวได้นำมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการแก่พระมหากษัติรย์ไทย  ในฐานะที่ลาวเป็นเมืองขึ้น

      ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวในยุคต้น  ลาวแบ่งเป็นสามราชอาณาจักรคือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง , เวียงจันทร์ และจำปาศักดิ์  ทั้งสามอาณาจักรต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน  และเพื่อชิงความเป็นใหญ่ต่างก็ขอมาสวามิภักดิ์ต่อเพื่อนบ้านเช่น ไทย พม่า  เพื่อขอกำลังมาสยบอาณาจักรฝั่งตรงข้าม  แต่ในที่สุดในปี 2321 ทั้งสามอาณาจักรก็ตกเป็นของไทยจากการขยายพระราชอาณาเขตของพระเจ้าตากสินมหาราช  

       ต่อมาในปี  2369  พระเจ้าอนุวงศ์เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรเวียงจันทร์ ได้มารับราชการในสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย จนมีความดีความชอบ ต่อมาในช่วงผลัดแผ่นดินไทยมาสู่รัชกาลที่สาม  เจ้าอนุวงศ์จึงช่วงชิงโอกาสนี้แยกตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับสยามอีกต่อไป  เมื่อทางไทยปราบได้  เจ้าอนุวงศ์ก็ขอมาสวามิภักดิ์อีกครั้ง แต่ก็เกิดการหักหลังสั่งฆ่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่เวียงจันทร์ตายจนหมด  ทำให้สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก  สั่งจับตัวเจ้าอนุวงศ์มาลงโทษ คุมขังประจานกลางพระนครจนสิ้นพระชมน์…..กรณีนี้ถือเป็นบาดแผลในใจของสองแผ่นดินเสมอมา

      พ้นจากยุคนั้น ก็ข้ามมาวิกฤติ ร.ศ.112 ตรงกับพ.ศ.2436  ในสมัยรัชกาลที่ห้า ที่ไทยเสีย จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง เวียงจันทร์ให้แก่ยุคล่าอาณานิคม  โดยการฉกฉวยโอกาสด้วยเล่ห์เหลี่ยมของฝรั่งเศส    ประเทศลาวยังเป็นระบอบกษัตริย์อยู่ โดยมีเจ้ามหาชีวิตสว่างวงศ์  ทรงครองราชอยู่ที่หลวงพระบาง คณะนั้นโลกกำลังถูกคุกคามด้วยระบอบคอมมูนิสต์  เมื่อกษัตริย์สว่างวงศ์สวรรคต  พระโอรสคือเจ้าสว่างวงศ์วัฒนาขึ้นครองราชแทน  แต่ไม่ทันจะได้เข้าสู่พิธีสถาปนาก็ถูกกองกำลังประชาชนโดยการนำของเจ้าสุภานุวงศ์  ตั้งตนล้มล้างรัฐบาลและระบอบกษัติรย์  เจ้ามหาชีวิตสว่างวัฒนาพ่ายแพ้    ทั้งพระองค์และพระมเหสีถูกจับส่งเข้าไปสู่ค่ายแรงงานกักกันหลายปี  จนสิ้นพระชนม์ในที่นั่น  ประเทศลาวก็สถาปานาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ในวันที่ 2 ธันวาคม 2518

….

       ประวัติชาติอันน่าเศร้าสลด  ประวัติการแก่งแย่งชิงกันเป็นใหญ่มาตลอด จึงไม่น่าแปลกใจว่า  ทำไมจึงมีการส่งต้นไม้ที่แสนสวย แต่ฝังมาด้วยกระแสแห่งคำสาปแช่งได้

     อาจารย์รับรู้กระแสคำสาปแช่งที่แฝงอยู่ในต้นลั่นทมนี้ได้เมื่อขณะนั่งสอนวิปัสสนาอยู่ ตั้งแต่ปี 2555  และได้บอกความนี้เฉพาะแก่ศิษย์  แต่ไม่เผยต่อสาธารณ  เพราะรู้ว่าแม้จะทำด้วยความหวังดี  ก็จะถูกกระแสต้านเพราะมีผู้เพาะขายลีลาวดีเต็มบ้านเต็มเมือง   แต่ยามนี้ถึงเวลาต้องเผย

        ด้วยความเป็นต้นไม้ที่มาพร้อมกับความเคียดแค้นชิงชังนี่เอง ยิ่งลั่นทมแพร่พันธุ์ไปมากเท่าไหร่  ก็เป็นการช่วยทวีความริษยา ชิงชัง  โกรธแค้น ความเดือดเนื้อร้อนใจเป็นนิจแก่ผู้มีไว้ครอบครอง  เพราะมีกระแสที่เป็นตัวกระพือไฟอยู่ในบ้าน   หากจะเทียบให้เห็น   เมื่อก่อนที่ลีลาวดียังถูกจำกัดวงให้อยู่แต่ในวัด  จิตใจของคนไทยก็จะดูมีความสมัครสมานสามัคคี ไม่แตกแยก รุ่มร้อนมากเท่านี้  ต่อเมื่อจู่ๆ  ต้นลีลาวดีถูกนำออกมาเพาะปลูกข้างนอก  จิตคนที่มีกิเลสอยู่แล้ว  พอมารับกระแสร้ายเพิ่มเข้าไป  ก็กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ที่ยังจิตให้ร้อนรน วุ่นวายมีแต่ความเดือดร้อนใจเป็นนิจ  ยิ่งไม้นี้แพร่ไปเท่าไหร่   ก็จะหยุดไม่ได้เท่านั้น  ดังเราได้เห็นความแตกแยกของประชาชนทางการเมือง  แบ่งสีแบ่งฝ่ายรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์  พร้อมๆกับการแพร่สะพัดของต้นลีลาวดี ไปทั่วประเทศ 

….

    เมื่ออาจารย์ไปภาวนาที่หลวงพระบางช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา   ได้ไปพักที่โรงแรมที่เคยเป็นพระราชวังที่ประทับของเจ้าชีวิตลาวองค์สุดท้ายคือ พระเจ้าศรีสว่างวงศ์วัฒนา   พอเข้าไปถึงห้องพักเท่านั้น ก็ได้สัมผัสทั้งกระแสของความเศร้าโศก  เคียดแค้น ความต้องการอิสระ  ถาโถมมาสู่จิต  จนต้องนั่งรับกระแสให้จบเพื่อซึมซับรับทราบความ  และรู้ด้วยจิตว่าพระองค์ไม่ใช่ผู้สาปแช่ง  แต่จิตของพระองค์เศร้าโศกยิ่งนัก   ชะตาชีวิตของบ้านเมืองและของพระองค์  ได้รับผลร้ายส่วนหนึ่งจากวิบากกรรมที่เกิดจากคำสาปแช่งที่ทำต่อกันในระดับแผ่นดิน   

      อาจารย์ไม่ได้ไปหลวงพระบางเพื่อไปถอนคำสาปแต่ก็กลายเป็นภารกิจจนได้   เมื่อเพียรภาวนาถอนกระแสคำสาปที่มากับต้นลีลาวดี  ผลสุดท้ายที่ได้คือ  ถอนไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนคำสาปแช่งทั่วๆ ไป  เพราะมันแพร่เชื้อผ่านต้นไม้ ไปเสียแล้ว!

 …..

      อันที่จริง  หลวงพระบาง เคยถูกลบออกจากแผนเดินทางไปดูโลกของอาจารย์มาพักใหญ่  แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดนึกอยากไปชมชมเมืองมรดกโลก  แต่ก็กลายเป็นการแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาภาวนาแก้ไขคำสาปถึงต้นตอ 

      โดยเมื่อภาวนาไปช่วงแรก  จิตได้เห็นพระพุทธรูปหันหลังหมายถึงพระรัตนตรัย หันหลังให้กับประเทศ  ที่ในเมืองเก่านี้ไม่มีต้นโพธิ์ในวัดให้เห็นเลย  เพราะผลที่เกิดจากพลังสาปแช่ง  ทำให้แม้จะมีวัดวาอารามก็เป็นเพียงศาสนาสถานให้นักท่องเที่ยวไปชม  การทำบุญตักบาตรของคนท้องถิ่นก็เป็นไปตามประเพณีสืบทอด  กระแสธรรมหาได้มีให้สัมผัสไม่

        ขณะภาวนาลงไปที่กระแสรากต้นไม้ที่เป็นต้นตอแห่งคำสาป  ก็ได้ยินคำสาปแช่งว่า “พินาศ พินาศ พินาศ”  แล้วจิตถูกดึงเข้าไปสู่กระแสแม่น้ำโขง  เพื่อดึงไปสู่กระแสต้นตอที่เป็นรากเหง้าของต้นไม้ที่ใช้ทำพิธี   กระแสขณะนั้นหนาและเหนียวหนัก  ยิ่งภาวนาก็ยิ่งหนัก   จิตได้ดิ่งเข้าถึงรายละเอียดของพิธีกรรมการสาปแช่งมากขึ้น  โดยจิตรู้บอกถึงการฆ่าอสรพิษที่มีทั้งที่ตั้งไข่  9 ตัวเพื่อนำเลือดมาผสมกับน้ำที่ตักจากลำน้ำโขง  รดลงไปบนต้นไม้ที่จะนำมาบรรณาการ  ทำการอยู่เช่นนี้ถึง 9 วัน  จึงส่งต้นไม้นี้มาเพื่อแพร่ขยายพันธ์ุ  ให้ความพินาศเกิดแก่สยาม ….

       ความงามที่มาพร้อมกับคำสาปแช่ง  กลายเป็นมหันต์วิบากที่เกิดแก่ผู้กระทำ 

      แผ่นดินสยามมากไปด้วยกระแสพระรัตนตรัยและพระอริยสงฆ์ที่ปกป้องคุ้มครองอยู่   แต่สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเบื้องสูงคนย่อมไม่กล้าแตะต้อง  พระอริยเจ้าท่านจึงออกอุบายว่า เมื่อรับมาแล้วแต่ให้อยู่ได้แต่เฉพาะในวัด  เพื่อให้พระรัตนตรัยคุ้มกันให้อยู่แต่ในที่ในทาง    ต่อเมื่อพลังธรรมของคนในชาติอ่อนแอลง  จึงเกิดเป็นช่องจังหวะ  ให้ผู้ไม่รู้และผู้ต้องมนต์หลงใหลความงามที่มากด้วยพิษ  นำต้นไม้นี้ออกไปปลูกนอกวัด แล้วเริ่มกระบวนการเพาะชำขาย  บางคนลุ่มหลงความงามนี้มาก  ขนาดไปนำเข้ามาจากประเทศลาวโดยไม่ได้สังเกตุเห็นว่า  ต้นไม้นี้   พอมีอายุแก่ตัวมากเข้า ก็มีรูปร่างพิลึกดูเหมือนปิศาจไม่มีผิด  ลองไปหาภาพดูเอาเองเถอะ

     เหตุที่ไม่รู้ไม่เห็น ก็เพราะจิตถูกปกปิด ถูกลวงด้วยอวิชชาผ่านความงาม

      จากนั้นมีผู้ไปขอพระราชทานชื่อใหม่เพื่อให้ฟังแล้วพ้นจากเสียงลือเสียงเล่าอ้าง   แต่ชื่ออย่างเดียว หาได้เปลี่ยนแปลงกระแสที่ติดมากับต้นไม้นี้ได้ไม่  ความวุ่นวาย เร่าร้อนใจ  ทะเลาะเบาะแว้ง  จึงบังเกิดแก่ผู้มีและผู้ปลูกไว้อยู่เนืองๆ  เพราะมันเป็นกระแสพลังงานบาปที่อัดแน่นไปด้วยเคียดแค้นชิงชังจากอสรพิษ  ตัวอย่างเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับญาติที่นานๆเจอกัน  ด้วยความไม่รู้ก็มีต้นไม้นี้ปลูกไว้ที่บ้าน  ทำให้พี่น้องครัวเรือนมีแต่ความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งทุกข์ใจเป็นนิจ    

       เมื่ออาจารย์เพียรเผาสลายกระแสนี้ลงไปที่ต้นตอ   ก็เกิดการลากดึงกระแสที่แผ่ไปสู่ต้นลีลาวดีต้นอื่นๆ  เหมือนคนลากอวน คือดึงและดึงๆๆ กระแสอยู่ที่ไหนก็ดึงลากลงมาเผาด้วยเตโชธาตุให้สลายไปเรื่อยๆ   ภาวนาเสร็จก็แผ่เมตตา และสอนสั่งธรรมให้แก่จิตพยาบาทไปด้วย  สิ่งที่สัมผัสได้เห็นแต่งู เต็มไปทุกหนแห่ง  มีแต่งูพันกันเป็นเกลียวฝังอยู่กับลำต้นในรูปของลำต้นไม้  ส่วนรากหนาใหญ่มากก็เต็มไปด้วยงู  ที่กระจายกระแสความเคียดแค้นชิงชัง  แล้วจิตก็แจ้งว่า  ที่คนไทยมีนิสัยมากด้วยจิตริษยา  เกิดจากกระแสที่แพร่มากับต้นลีลาวดีนี้เอง   มีแต่กระแสนี้ปกคลุมไปทั่ว    ได้แจ้งชัดถึงกระแสที่มาพร้อมกับคำว่าพินาศ   สักพักต่อมาจึงได้เห็นเป็นพระพุทธรูปดำมากแต่ไม่มีเศียร

      เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อจบการภาวนาแก้ไขเป็นรอบที่สาม    อาจารย์ได้ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปยังวัดเก่าโบราณวัดแห่งหนึ่งอายุราว 400 ปี   เมื่อขึ้นไปข้างบนได้เห็นต้นโพธิ์อยู่หนึ่งต้น   ใจรู้สึกดีขึ้น  วัดนี้ร้างผู้คน  พอเข้าไปในโบสถ์  อาจารย์ก็นั่งทำจิตให้สงบหน้าพระประธาน   ตั้งจิตให้น้อม   แล้วจึงกล่าวอุทิศบุญแห่งการปฏิบัติวิปัสสนาที่หลวงพระบาง  ถวายให้แก่พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์แห่งลาว  รวมถึงให้สรรพวิญญาณและประชาชนลาว  ได้น้อมจิตกล่าวขอขมาต่อการณ์ ใดที่สยามประเทศ  อาจได้ทำความขุ่นเคืองไว้ต่อกันกับราชอาณาจักรนี้   น้อมใจไปถึงความทุกข์  การถูกกักขังดวงจิตไว้ด้วยความชิงชังของสรรพวิญญาณที่ติดข้อง  น้อมใจขอขมาและขอทดแทนด้วยอานุภาพแห่งธรรมที่ได้ปฏิบัติไว้  ขอพลังภาวนานี้เกิดเป็นกระแสเมตตา  ที่จะช่วยปลดปล่อยจิตที่ผูกไว้ด้วยความเคียดแค้น  ให้เป็นอิสระ  ให้ได้ไปสู่ภพภูมิใหม่   ขอพลังบุญนี้  เกิดเป็นกุศลแก่ทุกผู้นามที่ได้เอ่ยไว้ และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศลาว…..

       กระแสเมตตาที่แผ่ไป    ด้วยความไม่คาดหวังต่อสิ่งใด  เพราะภาวนามาหลายคราก็ตีกระแสมืดดำนี้ให้บางลงไปได้เพียงเล็กน้อย  แต่ก็ยังคงเพียรแผ่ไปอยู่เช่นนั้น   กระแสจิตขณะที่อยู่เบื้องหน้าพระประธาน  มีแต่ความนอบน้อมและอ่อนโยน   เมตตาและเห็นอกเห็นใจยิ่ง  พลัน  ความมืดมิดสลายออก  เปิดทางให้พลังเมตตาชำแรกแทรกลงไปได้  เกิดเป็นกระแสตอบรับอันอ่อนโยน   เป็นกระแสธรรมที่ช่วยปลดปล่อยจิตเคียดแค้นชิงชัง  เป็นกระแสปิติแผ่ซ่านแรงยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ….

. ….โบสถ์เก่าแก่ร้างผู้คน    กลายเป็นที่ชุมนุมกระแสพระรัตนตรัย ที่ยังความเมตตามาสู่สรรพวิญญาณที่ทุกข์ทนถูกกักขังขึ้นมาอย่างฉับพลัน …..

       พลังเมตตานี้ช่างอัศจรรย์จริงหนอ… อ่อนโยนจนอาจารย์น้ำตาซึม  นั่งปาดน้ำตาอยู่เบื้องหน้าพระประธานนั่นเอง

….

       หลวงพระบางที่เคยถูกกันไม่ให้มา  บัดนี้มาถึงแล้ว และได้มาทำกิจอีกกิจหนึ่ง ที่สำคัญ  พอวันสุดท้ายก่อนจะกลับ  ก็ยังเพียรภาวนาอีกครั้ง  จนได้เห็นพระพุทธรูปเรียงรายเต็มไปหมด  ขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีเศียรครบแล้ว  แต่พระพุทธรูปเหล่านี้ดำมืดขะมุกขะมัว    จิตยังคงตรึงและภาวนาต่อไปด้วยอุเบกขา  มีเมตตานำ ไม่ได้หมายเอาชนะใคร  มีเพียงจิตที่หมายช่วยปลดปล่อย  พลัน  ความดำขะมุกขะมัว  ก็สลายวับไปต่อหน้าต่อตาอย่างน่าอัศจรรย์  กลายเป็นพระพุทธรูปสีทองอร่าม  กระแสเบาสบายที่ไม่เคยสัมผัสได้ขณะภาวนาที่นี่   ก็เกิดขึ้นเป็นคร้ังแรก

      จิตแจ้งว่า   พลังคำสาปแช่งดั่งเดิมสลายลงไปมากแล้ว  แต่จิตรู้บอกว่า  ไม่สามารถทำให้สลายหมดสิ้นได้   เพราะสายพันธ์ุร้ายนี้ถูกแพร่เชื้อออกไปเป็นวงกว้างผ่านการแพร่พันธุ์ของต้นไม้  ดุจเชื้อโรคที่กลายพันธุ์  วิธีเดียวที่จะทำให้อ่อนแรงและหมดลงไปได้   คือการหยุดแพร่พันธ์ุไม้ชนิดนี้ในสยาม

….

      ที่ใดที่มีเชื้อร้าย ที่นั่นย่อมเป็นสังขารหรือที่สิงสถิตย์ให้จิตร้ายมาฝังอาศัย  ด้วยเหตุนี้  ก่อนวันภาวนาเพื่อแผ่นดิน อาจารย์จึงรู้ว่ามีกระแสต้านในรูปพลังร้ายที่เป็นจิตอสรพิษ มาฝังอยู่ที่ต้นลีลาวดีที่ปลูกไว้รอบต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธเต็มไปหมด  และแพร่กระจายฝังอยู่ใต้ผืนดินก็มาก  เพราะมันมีบ้านที่เป็นกระแสเดียวกันให้สิงอาศัย  จึงต้องสั่งโค่นต้นลีลาวดีทั้งหมดทุกต้นรอบลานโพธิ์เพื่อไม่ให้ผู้ภาวนาถูกแทรกจิตให้เกิดความอาฆาตพยาบาท ปรามาสธรรม  เพราะเป็นลักษณะของจิตเคียดแค้นชิงชัง

       สิ่งที่จิตได้ตระหนักรู้จากการภาวนาถอนคำสาปแช่งนี้   คือ   ความลุ่มหลง ทำให้คนติดวนอยู่ในภพ  แต่ความเคียดแค้นชิงชัง  เป็นจิตที่ทำให้คนต้องประสบกับความพินาศย่อยยับ   ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิมนุษย์หรืออยู่ในนรกก็ตาม

       ใกล้ปีใหม่ที่เป็นสัญญาณให้เราเตรียมเริ่มต้นชีวิตกันอีกครั้ง ก่อนที่จะคิดว่า จะทำอะไรให้ตนดีขึ้นมา  ควรจะคิดว่า  เรามีจิตเคียดแค้นชิงชังต่อใครไว้บ้าง  ก่อนจะเดินหน้า  พึงถอยหลังมาแก้สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเข้าเขตอันตราย ไปจนถึงพินาศกันเถิด   เพราะจิตเช่นนี้  อันตรายยิ่งนัก

        เพื่อให้เกิดเป็นกุศลแก่ทุกดวงจิตที่ทุกข์ทน  และเพื่อปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากความชิงชังนี้    ขอเชิญชวนศิษย์และนักภาวนาไม่ว่าจะสายใด  ภาวนา เพื่ออุทิศบุญให้แก่อสรพิษและจิตที่ติดข้องด้วยความเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย  ให้เขาได้หลุดพ้นจากอวิชชาที่ล่อลวงให้จมทุกข์  ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคมนี้ ในเวลาตั้งแต่ 20.00 น.เป็นต้นไป  แล้วแต่ใครสามารถนั่งภาวนาได้นานแค่ไหน  อุทิศบุญแล้วก็ยังจิตให้น้อมเมตตา  แผ่ไปยังทุกทิศโดยเฉพาะผู้ที่ตนคิดว่าเป็นศัตรู  มีจิตชิงชังต่อกัน ทั้งที่รู้เหตุและไม่รู้   

         ในความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์แห่งสังสารวัฏนี้   ด้วยพลังเมตตาเท่านั้น ที่จะช่วยฉุดรั้งสรรพสัตว์รวมถึงดวงจิตของเราเอง  ให้เป็นอิสระจากคุกที่ในใจนี้

      อาจารย์จะเขียนเรื่อง ความงามที่หลวงพระบาง  Magnificent  Luang Prabang  ลงในนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ  ภาพสวยเรื่องดี  แต่ภายใต้ภาพที่แสนสวย  เต็มไปด้วยกระแสของความขมขื่น  ไม่ต่างอะไรจากต้นลีลาวดีที่มีลีลาดูอ่อนช้อย  อวดโฉมงาม  ที่ภายใต้โฉมนั้นมีแต่ความเป็นพิษที่มีเบื้องลึกมาจากจิตที่ถูกกดดัน  จนกลายเป็นความขมขื่น และแปรมาสู่พลังแค้นอันแน่นอยู่ในนั้น

     จะมีใครบนโลกนี้ ได้รู้จักลีลาวดีลึกซึ้งเท่าอาจารย์บ้างมั้ยหนอ….. 

     แต่นั่นไม่สำคัญไปกว่า  จะมีใครบนโลกนี้  ยังเมตตาให้เกิดแก่จิตจริงๆ เช่นนี้ได้บ้าง

      วันนึงข้างหน้าคงได้พาศิษย์และผู้ศรัทธา  ไปร่วมภาวนาและแผ่เมตตาที่หลวงพระบางแห่งความทรงจำ  ใครอยากไปสร้างกุศลนี้ร่วมกันบ้าง  ต้องยังความเมตตาให้เกิดเป็นนิจ

       …

     ขอความเป็นอิสระจากจิตเคียดแค้นชิงชัง  จงบังเกิดแก่ทุกดวงจิตในสากลโลกนี้

      เมตตาเถิด  เมตตา

 ….

     อ.อัจฉราวดี  วงศ์สกล

     23 ธันวาคม 2557

….

หมายเหตุ :

สำหรับผู้ที่ยังมีต้นลีลาวดีไว้ในบ้าน  ขึ้นชื่อว่าเชื้อโรคร้ายหากไม่ปราบปรามก็เป็นการต่อสายพันธุ์ให้ยืนยงยิ่งขึ้น  การไม่มีได้ดีที่สุด  การไม่ส่งต่อให้คนอื่นได้ก็ยิ่งดี   มีทางออกเดียวสำหรับคนที่ยังเสียดาย  คือหมั่นสวดมนต์ปฏิบัติภาวนา และแผ่เมตตาอยู่เป็นนิจให้กับกระแสที่มากับต้นไม้นี้  แต่ก่อนจะทำเช่นนั้นได้ ถามตัวเองดูก่อนว่า  เคยยังจิตให้มีเมตตาจริงๆ ได้หรือไม่  หากยังไม่เคยเพราะกำลังจิตยังไม่ถึง  ก็ถามตัวเองอีกครั้งว่า  จะอยู่กับความเสียดาย หรือจะเสี่ยงต่อไปกับความเดือดร้อนใจที่จะมีมาเนืองๆ   ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดหรอก   แค่รับฟังไว้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว


Comments