กำลังของจิต
  

ก่อนที่ภาพการรณรงค์จะได้รับการตอบรับจากสาธารณะชนอย่างแพร่หลาย
อย่างที่ไม่คาดคิด เมื่อหลับตาอาจารย์ได้เห็น Sign สีแดงของเราที่เขียนว่า Please stop disrespecting Buddha เต็มท้องฟ้า สักพักก็ได้ข่าวว่าเพจfb.knowingbuddha เกิดมีคนเข้าไปดูโพสต์รณรงค์เป็นแสนและมีคอมเม้นท์ที่เป็นบวกมากมาย รวมกับfb.นิตยสารแล้ว การรณรงค์ในครั้งนี้มีคนเข้าเห็นไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนและได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้สังคมได้เห็นกองทัพธรรมกึ่งพุทธกาล
สิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือกำลังที่แกร่งขึ้นมาของธรรมจากจิตที่ไม่ท้อถอย เป็นพลังที่สะสมมาอย่างยืนหยัด หนักแน่นและยาวนาน ในที่สุดสิ่งที่ทำลงไปก็แสดงผล

ทำไมอาจารย์จึงต้องยกเรื่องนี้มาอิงกับคอร์สปฏิบัติ?

นั่นก็เพราะเพื่อแสดงการเชื่อมโยงกันของการยืนหยัดสร้างเหตุที่ดีไว้ เช่นเดียวกันกับการปฏิบัติวิปัสสนา หากเรายืนหยัดหนักแน่นไม่ท้อถอยย่อมทำให้จิตมีกำลัง เกิดการเชื่อมกระแสพลังธรรมให้มีความสำเร็จขึ้นมาได้
แต่หากไม่หนักแน่น พลังก็ไม่พอกับการเชื่อมพลังธรรมที่ส่งมา คนส่งได้แต่ส่ง แต่คนเชื่อมๆ ไม่ได้เพราะกำลังไม่พอ

ในคอร์สนี้แรกทีเดียวมีศิษย์มีความก้าวหน้า ขึ้นบันไดขั้นที่สองอยู่คนเดียวคือ
คุณนธนา ซึ่งเป็นผู้ที่มีวินัยในการภาวนาอย่างยิ่งยวด ไม่มีคำว่าท้อถอย
เพียงได้ฟังคำเทศน์จากจิตสู่จิตเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายของพระบรมศาสดา ที่ทรง
ห้ามพระสาวกไม่ให้ฉันอาหารเนื้อสุกรที่เป็นพิษ ทรงฉันอาหารนั้นเองเพื่อปกป้องพุทธบุตร อาจารย์เทศน์เพื่อให้ศิษย์ได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้นเกินพรรณา ด้วยจิตที่เคี่ยวกรำมาดีแล้ว ทำให้คุณนธนา ขึ้นบันไดอย่างไม่ยากเย็นจากการฟังพระธรรมเทศนา หากแต่คนอื่นๆ นั้นเล่า ศิษย์ส่วนใหญ่ไม่มีวินัยและไม่หนักแน่นในการภาวนา ทำให้กำลังจิตอ่อน ใกล้จะจบคอร์สศิษย์เก่าแล้ว ยังไม่มีใครข้ามโคตรได้แม้แต่คนเดียว
..
เมื่ออาจารย์ส่งเมล์ถึงคุณมงคล เรื่องเตือนศิษย์ที่เอาการปฏิบัติไปพลิกแพลงทำให้ตนจะเป็นอันตรายและจะตกมาเป็นภาระให้อาจารย์แบกแก้ไข อาจารย์ได้ถือโอกาส
พ่วงฝากส่งความเตือนถึงศิษย์ในกลุ่มด้วยว่า 
“คอร์สศิษย์เก่านี้ ยังไม่มีใครข้ามเลย เพราะส่วนใหญ่มากันแบบไม่มีวินัย
หวังจะมาพึ่งอาจารย์ คิดว่าจะมาภาวนาในคอร์สแล้วจะมาหาพลังจากอาจารย์ 
พลังอาจารย์ก็จะย่ิงถอดถอยลงไปเพราะคนที่ไม่มีวินัยจะดูดพลังไปมากกว่าเพื่อน ควรไปเขียนบอกให้ในกลุ่มรู้กันบ้างว่า ความมีวินัย การไม่พลิกแพลงการปฏิบัติ จะช่วยแบ่งเบาพลังอาจารย์ได้”

มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อไม่ทำเหตุปัจจัยไว้ดีแล้ว ผลย่อมไม่ได้ นิพพานก็อยากได้ แต่เพียรไม่เอา วินัยไม่มี ปรับเปลี่ยนชีวิตก็ไม่ยอม แล้วจะได้ๆ อย่างไร นิพพานคือสิ่งที่สูงที่สุดในจักรวาลพิภพ เมื่อตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่สูงส่ง ใจก็ต้องสูงด้วย
พอเห็นดังนั้นแล้ว ในเวลาที่เหลืออยู่ตั้งแต่บ่าย จากที่อาจารย์ส่งพลังให้แบบเสถียร เพื่อความสมดุลย์กับงานที่ต้องทุ่มอุทิศให้พระพุทธศาสนาหลายด้าน
ก็ต้องปรับเป็นการทุ่มเปิดทางให้แบบชนกันให้วินาศสันตะโร ให้ชั้นพลังงานเกิดเป็นดั่งเพดานช่องโหว่ ให้จิตของผู้พอมีวาสนาเล็ดลอดทะลุขึ้นไปสู่ชั้นของโลกุตระได้ ต้องอัดพลังเข้าไปจนขึ้นบันใดไปสอนทีก็เหนื่อยหอบ เพราะใช้กำลังไปมาก
เช้าวันศุกร์ที่จะอธิษฐานบุญอยู่แล้ว จึงเพิ่งจะมีศิษย์ข้ามได้สามคน

คนแรกคือคุณสายสวลี ที่ปัญญาเปิดออก ได้รู้แจ้งในธรรมหลังจากเพียรเผากิเลส
และจิตเกี่ยวสะพานขึ้นมาได้ คุณฉัตรเฉลย ก็ผ่านขึ้นมาได้จากการตั้งใจฟังการเทศน์สอน และปรับการภาวนาตามที่อาจารย์ชี้แนะจนจิตเห็นแจ้งด้วยปัญญา ได้เห็นธรรมในแบบที่ตนไม่คาดคิด ส่วนคุณพีรพล ก็ขึ้นได้ด้วยกำลังศรัทธาที่มั่นคง
มีจิตใจที่อ่อนโยน มีความเพียรปฏิบัติจนเกิดกำลัง "จิตสันโดษ" คือแม้จะเพิ่งมีลูกน้อย แต่ขณะที่ภาวนาก็ตั้งใจไม่ท้อถอย จนได้สภาวะ จิตสันโดษ ขนาดลืมไปเลยว่ามีใครรออยู่ แรกทีเดียวเจ้าตัวก็กังวลว่าผิดปกติหรือไม่ อาจารย์บอกว่าไม่ผิด นี่แหละดีที่สุด เพราะหากจิตสันโดษได้อย่างแท้จริง แสดงว่าจิตมีกำลังพ้นจากแรงเกาะเกี่ยว เมื่อกลับไปจิตก็จะแยกแยะได้ระหว่างหน้าที่ ความรักความเมตตาและการรู้หน้าที่ของจิต

ในการสอนวิปัสสนากรรมฐาน เวลาพระรัตนตรัยและพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านแผ่พลัง ท่านไม่ได้เลือกเจาะจงว่าจะแผ่ให้เฉพาะคนนั้นคนนี้ ท่านแผ่รวมให้ทั้งหมด ใครที่ทำเหตุปัจจัยไว้ดีแล้ว ผู้นั้นย่อมเชื่อมต่อกำลังหนุนที่ส่งมาเสริม ไม่มีใครอุ้มใครไปนิพพานได้ทุกคนต่างต้องทำด้วยตนเอง เพียงแต่เมื่อทำแล้วกำลังไม่พอ ท่านก็เอื้อมมือมาฉุด ทอดสะพานให้ข้าม แต่หากบุคคลไม่ทำเหตุปัจจัยไว้เพียงพอ ก็ไม่มีกำลังเอื้อม การภาวนาอย่างมีวินัยจึงสำคัญมาก เพราะเป็นกำลังของจิตที่จะทำให้จิตสามารถรับเชื่อมกระแสพลังงานระดับสูงได้ ดังนั้นผู้หมายนิพพานก็ต้องปรับตนต้องมีวินัย ส่วนผู้ที่คิดว่าตนเพียรมามากแล้วและก็มีวินัย แต่คิดว่าทำไมจึงไม่คืบไปไหน ก็ต้องเข้าใจว่า ..."เรายังทำเหตุไว้ดีไม่พอ" ชาติก่อนไม่เคยหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ เพิ่งจะได้มาปฏิบัติจริงจังในภพนี้บำเพ็ญมาไม่กี่ปี ไม่กี่คอร์ส จะได้แล้ว มันก็ไม่สมเหตุสมผล

คอร์สนี้ อาจารย์เน้นย้ำสอนศิษย์เรื่องการกำหนดจิตดวงสุดท้ายก่อนจะตาย
ในเวลาที่วินาทีแห่งความตายมาถึง ไม่ว่าเราจะมีธรรมขั้นใด ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการกำหนดความรู้ตัวอย่างยิ่งให้มีสติสัมปชัญญะให้ได้ และ
นึกน้อมจิตว่า “หน้าที่ใดๆ เราทำจบสิ้นแล้ว ขอตัดอาลัย มุ่งหน้าสู่นิพพาน”
ด้วยการกำหนดจิตเช่นนี้ แม้จะยังไม่ได้ความเป็นอริยะบุคคล แต่หากกำลังจิตพอ
สามารถตัดอาลัย ไม่รับเอาเวทนาที่กำลังเสวยเป็นของตน จิตย่อมไปสูงได้ และยิ่งหากเป็นอริยบุคคลด้วยแล้ว โอกาสที่จิตจะขยับขึ้นไปเกินป้ายบอกทางตามกำลังจิตที่ตัดอาลัยได้ ก็มีสูงมาก

การจะไม่มีห่วงไม่มีอาลัย ต้องเพียรฝึกฝนตั้งแต่วันนี้ ต้องพร้อมกับความตายทุกเมื่อ และหากเพียรภาวนาอย่างมีวินัย จิตก็จะมีกำลังในการกำหนดทั้งในขณะที่ยังอยู่
และเมื่อตายไปแล้ว
..

ธรรมชาติไม่เคยเอาเปรียบใคร มีแต่คนนี่แหละที่เอาเปรียบธรรมชาติ เวลามีวิบากกรรมก็ไม่อยากรับ ลงทุนอะไรไว้เพียงเล็กน้อยก็คิดว่าต้องได้ผลยิ่งใหญ่
เราต้องมีความยุติธรรมต่อธรรมชาติบ้าง ต้องเพียรสร้างเหตุไว้ให้ถึงพร้อม ผลจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
.
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
27 กุมภาพันธ์ 2559


Comments