การระลึกถึงมหาอุบาสิกาแห่งสายวิชาเตโชวิปัสสนา
  

เสียงโทรศัพท์จากปลายสาย เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นตระหนกมีน้ำเสียงสั่นเครือบอกว่า คุณแม่หายใจไม่ออก กำลังเรียกรถพยาบาลมารับ

เสียงนั้นเป็นเสียงของบุตรชายคุณอำไพ เบ้าลี ผู้เป็นศิษย์รุ่นแรกและเป็นผู้เดิมพันศรัทธากับอาจารย์ เมื่ออาจารย์ประกาศสอนเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการนำดินและต้นไม้มาปลูกให้ร่มเงาแก่เตโชสถานตั้งแต่วันที่ยังเป็นทุ่งโล่งๆ
.

คุณอำไพป่วยด้วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus – SLE) มานาน ช่วงที่ไม่ป่วยก็ได้พากเพียรปฏิบัติคอร์สถี่ๆ ติดกันเป็นเวลาสองปีกว่า จนได้โสดาบัน จากนั้นคุณอำไพก็หายเว้นช่วงไปนานเพราะอาการป่วยกำเริบ ร่างกายอ่อนแอ ….

ในนาทีวิกฤต บุตรชายโทรมาหาอาจารย์โดยตรงที่บ้านจากที่เคยได้หมายเลขไว้เมื่อ 5 ปีก่อนโดยบังเอิญ อาจารย์ได้ขอสายพูดกับคุณอำไพโดยตรง ค่อยๆ ประคองจิตให้มีสติสัมปชัญญะ ให้น้อมรำลึกถึงบุญที่แบ่งให้ รำลึกถึงบุญที่ได้ทำเพื่อพระศาสนา บุญจากการเป็นมหาอุบาสิกาผู้มีส่วนในการบุกเบิกสายธรรมอันเอกอุในกึ่งพุทธกาล

ในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จิตอาจารย์อยู่กับคุณอำไพ และน้อมดึงจิตให้สงบขึ้นด้วยการ ให้น้อมคิดเช่นเดียวกับที่สอนในคอร์สว่า “ หน้าที่ใดๆ เราทำจบแล้ว ขอตัดอาลัย มุ่งสู่นิพพาน”

อาจารย์ให้คุณอำไพดื่มน้ำ หายใจทางปากและได้สัมผัสกระแสน้ำให้เกิดพลังขึ้นมาในการกำหนดสติสัมปชัญญะ คุณอำไพนิ่งขึ้นและถามมาด้วยเสียงของคนป่วยหนักแต่ยังมีจิตครวญถามอาจารย์ว่า “อำไพทำกรรมอะไรไว้ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

อาจารย์ตอบว่า “คุณอำไพ เวลานี้ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องกรรม แต่เป็นเวลาที่ต้องกำหนดสติให้ได้ นึกถึงพุทโธ อาจารย์และนิพพาน”

อาจารย์ส่งกระแสให้จิตมีกำลังขึ้นมาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน จากนั้นได้ย้ำสอนบุตรชายไม่ให้ตระหนก ให้น้อมคิดถึงพุทธัง ไม่นานเมื่อรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาล ได้รับทราบจากบุตรชายว่าครอบครัวมาพร้อม คุณหมอได้ทำหน้าที่ของตน คุณอำไพได้จากไปอย่างสงบ อาจารย์เห็นดวงจิตขึ้นเป็นเทพธิดาในร่างผอมเพรียว ตั้งแต่ที่คุณอำไพหมดสัมปชัญะไป จิตไปจุติยังชั้นดุสิต เมื่ออาจารย์ส่งจิตไปถึง ได้สัมผัสกระแส คุณอำไพยังมีห่วงอาลัยแต่ไม่โศกเศร้า ฝากมาถึงอาจารย์ด้วยน้ำเสียงใสชัดถ้อยชัดคำว่า “ ท่านอาจารย์คะ อำไพฝากลูกๆ ให้ปฏิบัติธรรมด้วยและให้ดูแลคุณพ่อด้วย…..”


คุณอำไพมีบุตรชายและบุตรสาวอันประเสริฐ ในคอร์สปฏิบัติวิปัสสนาที่เพิ่งผ่านมา บุตรสาว น้องมะเฟืองก็มาภาวนาเพื่ออุทิศบุญให้คุณแม่ให้คุณแม่หายป่วย ถ้อยคำที่อาจารย์พูดกับบุตรชาย ยังจิตให้ทุกคนมีสติไม่ให้ส่งกระแสอาลัยมากนักเพื่อจะได้ไม่ดึงจิตคุณแม่ให้ตกลงมา และยังได้ชี้แนะการปฏิบัติอันควรเพื่อให้คุณแม่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด

ศิษย์ช่วง 3 ปีแรก คงไม่มีใครไม่รู้จักคุณอำไพ เพราะอาจารย์ได้เอ่ยถึงในธรรมบรรยาย ถึงที่มาของต้นไม้มาในธรรมสถานที่คุณอำไพนำมาปลูกให้ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่า อาจารย์ “จะจริงหรือไม่”และในช่วงงานฉลองขึ้นหอปฏฺิบัติใหม่ ก็ยังได้มาสร้างสวนหินเซนใหม่ให้ด้วย แม้มิอาจทานอำนาจแห่งวิบากได้ แต่คุณอำไพได้ทำหน้าที่แห่งตนด้วยการยังจิตขึ้นสู่กระแสนิพพาน ทั้งๆ ที่ตนมีความป่วยหนักติดตัวอยู่ และได้ทำคุณงามความดีฝากไว้ให้แก่พระพุทธศาสนา จนเป็นบุคคลที่เป็นที่รัก ที่เคารพและรำลึกถึงคุณงามความดีจากเหล่ากัลยาณมิตรเสมอ

เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณงามความดี ในวาระแห่งการที่จะไม่ได้พบกันอีกในกายเนื้อ อาจารย์ขอให้ชื่อของสวนเซนใหม่ว่า “สวนอำไพ” เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้รำลึกถึงสิ่งที่คุณอำไพฝากไว้


คุณอำไพ ได้ไปจุติในที่อันสมควรและรอเวลาในการกลับมาเพิ่มเติมบุญกุศล เพื่อทำกิจแห่งตนให้จบ ขอเราทุกคนที่ได้รับร่มเงาน้อยใหญ่ ยังจิตอันเป็นกุศลแผ่เมตตาส่งไปสมทบแก่ดวงจิตคุณอำไพ เพื่อแสดงความระลึก แสดงความขอบคุณในคุณงามความดีของมหาอุบาสิกา ผู้นำความร่มเย็นมาสู่แห่งเตโชวิปัสสนาสถาน

.
ด้วยรักและรำลึกถึง
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
28 กุมภาพันธ์ 2559


Comments