อันเนื่องมาจากงานคุณอำไพ
  

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม หลังจากประชุมใหญ่ประจำปีโนอิ้ง บุดด้าแล้ว อาจารย์ได้ไปเป็นประธานในพิธีฌาปนากิจศพคุณอำไพ เบ้าลี ซึ่งบัดนี้เป็นเทพธิดาอยู่ที่ชั้นดุสิตแล้ว เมื่อไปถึง พอลงจากรถจิตเทพธิดาก็มารอรับสัมผัสได้ เทพธิดาน้ำตาไหลพรากด้วยความปิติสุดประมาณ ที่งานอำลาภูมิมนุษย์ของเธอได้รับเกียรติจากวิปัสสนาจารย์ผู้สอนสั่งธรรมให้เธอ ทั้งยังมีวาสนาได้มีพระอรหันต์เจ้าพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล ได้เมตตาเดินทางไกลมาพร้อมคณะสงฆ์จากสุรินทร์ เพื่อมาเป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และยังเหล่าศิษย์เตโชรุ่นแรกๆ มาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น

ทุกคนมาด้วยปรารถนาให้เกียรติและแสดงความรำลึกถึงคุณงามความดี ที่เธอมอบไว้ให้แก่สายปฏิบัติและทำตนเป็นกัลยาณมิตรอันประเสริฐแก่เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง
“อย่าร้องไห้ไปเลย ดีแล้วๆ อาจารย์มาส่ง”
.
เมื่อบอกแก่บุตรสาว น้องมะเฟืองว่าคุณแม่มาร้องไห้ บุตรสาวเกรงว่าคุณแม่จะร้องไห้เพราะเสียใจ อาจารย์บอกว่า เปล่า ไม่ได้เสียใจแต่ร้องไห้เพราะปิติใจ ที่เธอได้รับเกียรติถึงเพียงนี้ อีกทั้งการจัดดอกไม้บนพระเมรุที่ครอบครัวโดยคุณไพทูลย์ เบ้าลี ก็ทุ่มทำอย่างสุดฝีมือแสดงถึงความรักความระลึกถึงต่อภรรยาผู้เป็นหลักในครอบครัว
คนดีจะไม่ได้รับผลแห่งกรรมดีได้อย่างไร
..
เมื่อขึ้นไปนั่งบนศาลารับรองแขกที่มีผู้มาร่วมงานหลายร้อยคน เทพธิดาอำไพก็ขึ้นมาด้านบนไม่ได้ ได้แต่ส่งจิตบอกแก่ผู้นำสาสน์ผู้มีทิพย์จักษุเป็นเลิศ
ด้วยความว่า เธอมีบริวารถึง 40,000 ตนมีรัศมีเจิดจ้าด้วยเหตุแห่งการทำคุณงามความดีบริจาคต้นไม้ให้ร่มเงาแก่ผู้ปฏิบัติธรรม เทพธิดากล่าวว่า... “บัดนี้เธอรู้แล้วว่า ท่านอาจารย์ในทิพย์โลกยิ่งใหญ่ขนาดไหน”
คำนี้ ทำให้อาจารย์นึกถึงเมื่อแรกเธอมาปฏิบัติวิปัสสนาด้วยความลังเล เพราะเธอเรียนอภิธรรมมาก่อน แต่ด้วยวาสนาก็พาตนมาปฏิบัติจนได้ เธอมีความพากเพียร
อย่างยิ่ง ภาวนาก็ไม่เห็นอะไรกับใคร ปฏิบัติไปก็มีแต่เวทนาแต่ก็ไม่ย่อท้อ แล้วก็มีบางคราก็มีจิตคิดลังเลสงสัยทางอีก แต่ก็ไม่ออกจากทางเพราะเธอเห็นความสำเร็จของศิษย์อื่นๆและชีวิตที่เปลี่ยนไปของตนจนกระทั่งได้ข้ามโคตร จากนั้นไม่นานโรคภัยรุมเร้ากลับมาอีก จนมาถึงวันที่ต้องกล่าวอำลา

เธอได้เป็นศิษย์รุ่นแรก และในขณะก่อนจะสิ้นใจอาจารย์ได้ส่งจิตให้ยังสติสัมปชัญญะในนาทีสุดท้าย และวันนี้ในโลกมิติคู่ขนาน เธอได้รู้และเห็นประจักษ์แก่ใจว่า การเดินทางสายธรรมของเธอนั้น ไม่ผิดและเธอไม่เคยทำอะไรผิดต่อครูบาอาจารย์ผู้ช่วยเธอปิดอบายเลย ด้วยศรัทธาจากที่ประจักษ์แก่ใจ เธอได้สื่อขอย้ายภพภูมิจากเทวโลกชั้นดุสิต มาเป็นรุกเทวาเฝ้าต้นไม้อยู่ที่เตโชเพื่อช่วยสืบพระศาสนา เธอกล่าวขออนุญาตต่ออาจารย์ในฐานะผู้ดูแลเตโชสถาน ที่ต้องเปล่งวาจาอนุญาต แต่อาจารย์ไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่า เมื่อคราเป็นมนุษย์ก็มีทุกขเวทนาลำบากกาย บัดนี้เป็นเวลาเสวยบุญก็ควรอิ่มเอิบด้วยบุญนี้ และก็ช่วยยังจิตเหล่าปวงเทวาด้วยกัน ให้มั่นคงในพระพุทธศาสนาได้ เมื่อมาจุติใหม่จะได้ไม่คลาดแคล้วจากธรรมของพระบรมศาสดา กล่าวดังนั้นเธอก็รับคำของอาจารย์

ด้วยผลจากความกตัญญู จึงทำให้เธอได้เป็นที่รักและได้รับเกียรติ นับว่าเป็นงานศพฆราวาสที่ได้มีการมาประชุมกันของเหล่าอริยะสงฆ์ทั้งที่อยู่ในรูปบรรพชิตและฆราวาสมากที่สุดในยุคกึ่งพุทธกาล ไม่รวมมหาโพธิสัตว์ นี่ช่างเป็นผู้มีวาสนาโดยแท้

กาลนี้ อาจารย์ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระคุณเจ้าสัญชัยถึงเรื่องความกตัญญูของศิษย์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะศิษย์ที่ปิดอบายได้จากเตโชวิปัสสนา ต้องมีความระลึกรู้พระคุณของครูบาอาจารย์ยิ่ง แต่ศิษย์ฆราวาสไม่น้อยไม่มีความสำนึกระลึกคุณ บางคนขนาดข้ามโคตรด้วยทางนี้ แต่ยังออกจากสายแล้วยังทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อสายวิชา ทั้งๆ ที่ตนได้ธรรมจากการอบรมบ่มเพาะ การทุ่มเทแผ่พลังยกจิตให้เข้าสู่ช่องข่ายที่จะทำให้จิตเป็นอิสระขึ้นสู่กระแสนิพพานได้ เพราะลำพังกระแสจิตของตน แม้จะเพียรอย่างไร แต่กระแสมืดโลกียะก็มีอำนาจมากกว่า หากไม่ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์และคุณพระศรีรัตนตรัยผนึกกำลังเปิดทางให้ ก็มีแต่จะถูก “ขังลืม” อยู่ในวัฏกะ ด้วยกำลังของตนอย่างเดียวไม่พอ อาจารย์เล่าถึงการส่งพลังอย่างเสถียรในคอร์สล่าสุดแต่ก็ไม่มีใครเบรคขึ้นมาได้ ต้องอัดพลังเปิดทางจึงเบรคขึ้นมาได้ พระคุณเจ้าผู้มีจิตถึงแล้วเข้าใจดีอย่างยิ่ง ลำพัง
การภาวนาแผ่พลังคุ้มกันให้ศิษย์ทางโน่นในช่วง 10 วันที่อาจารย์ขอให้ท่านคุ้มภัยวันละไม่กี่ชั่วโมง ยังทำเอากายสังขารท่านทรุดเช่นกัน อาจารย์ได้เล่าถึงศิษย์อริยะผู้นึงที่ออกจากสายไปอยู่ด้วยผู้ที่ปรามาสอาจารย์ว่า จิตได้แจ้งว่า อนาคตของศิษย์ผู้นี้ในภพภูมิหน้า จะต้องเกิดเป็นขอทานและมีนัยตาบอด 1 ข้าง เหตุเพราะปัญญาจักษุของตน ได้ถูกเปิดออกด้วยการสอนธรรมของอาจารย์ แต่กลับออกจากสายทางไปเห็นดีคบหาอยู่ด้วยผู้ปรามาสอาจารย์ของตน แม้ตนจะไม่ได้ปรามาส แต่การไม่ปกป้องผู้ที่เป็นอาจารย์ ก็เท่ากับเปิดทางให้เขาทำเช่นนั้น และนี่คือกรรมที่ทำให้ตนจะต้องมีอนาคตเช่นนั้น

ศิษย์บางคนคิดเทียบบารมีทำราวกับอึ่งอ่างลำพองตนเพียงเพราะมีอภิญญาลวงที่ตนได้ แต่กลับคิดว่านั่นคือสิ่งที่เที่ยงแท้ หารู้ไม่ว่า การหลงอภิญญาจะทำให้ตนติดอยู่ในภพทั้งสิ้น มองไม่เห็นอัตตาของตนเองและไม่ย้อนตระหนักว่า ที่ได้อภิญญามานั้นอาจารย์ผู้ใดที่สอนสั่งธรรมเปิดจิตให้ได้รู้ได้เห็นโลก 
..
พระคุณเจ้าสัญชัยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่น่านำมาให้ไตร่ตรองว่า พระพุทธเจ้าเมื่อทรงตรัสรู้ ก็ไม่เคยดูหมิ่นอาจารย์ของพระองค์ ยังทรงเคารพและไปโปรด
อาจารย์ด้วยซ้ำ และพระสารีบุตร ก็รำลึกถึงพระคุณของพระอัสสชิผู้กล่าวสอนธรรมท่าน ไม่กี่ประโยค ทำให้ท่านได้เข้ามาสู่ทางแห่งการบรรลุธรรม โดยทุกคืนก่อนนอนท่านจะน้อมจิตว่าพระอัสสชิอยู่ทิศไหน พระสารีบุตรก็จะหันหน้าไปกราบทางทิศนั้น แต่สมัยนี้ ครูบาอาจารย์สอนสั่งธรรมทุ่มเทให้ขนาดนี้ กลับไม่มีจิตรำลึกถึงพระคุณ อาจารย์ได้กล่าวว่า...“ เช่นนั้นแหละ มนุษย์มืดในโลกมืด จึงไม่มีจิตกตัญญูอย่างแท้จริงได้ ในเวลาไม่นานก็ปล่อยให้จิตไหลลงต่ำกันได้ง่ายๆ”

“ธรรมอันมาถึงในกาลกึ่งพุทธกาลนี้ ผู้มีวาสนาเท่านั้นจึงจะเข้ามาสู่ข่ายได้ คนนอกจากนั้นแม้จะรู้ จะได้ยินเขาก็จะลังเลสงสัยไม่เชื่อ จนกว่าอาจารย์จะตายไปแล้ว เขาจึงจะไล่เรียงรื้อค้นประวัติและสิ่งที่ทำฝากไว้ให้แก่พระพุทธศาสนา เขาจึงเชื่อแต่จะมาพร้อมกับคำว่า “เสียดาย” .. คือเสียดาย ที่ตนไม่เข้ามาอยู่ในข่าย มัวปล่อยให้จิตใหลและถูกกิเลสหลอกอยู่ร่ำไป

มหาอุบาสิกา อำไพ เบ้าลี ที่บัดนี้เป็นเทพธิดาอำไพ จากไปด้วยการไม่ต้องมีคำว่า “เสียดาย”.....เพราะเธอได้ทำหน้าที่ของตนอย่างยิ่งแล้ว และสิ่งอันขวางใจอันใดอยู่ เธอได้รู้ได้เห็นแล้วในมิติที่เธอสถิตย์อยู่ เหลือเพียงต้องรอเวลาและกลับมาทำกิจที่ทำไม่จบให้จบ และการเปลี่ยนภพภูมิของเธอได้พิสูจน์ถึงผู้ทำคุณงามความดี ย่อมได้เป็นที่รักและระลึกถึง หาไม่แล้ว คงไม่มีวาสนาที่จะได้มีผู้สูงธรรมมาประชุมรวมกันมากมายขนาดนี้

เวลาในโลกมนุษย์สั้นนัก แต่เราก็คิดว่ามันยาว และปล่อยจิตใหลไปกับกาลเวลาเรื่อยๆ โดยให้ความสนใจกับเรื่องอื่นๆ มากกว่าอิสรภาพจากภพชาติของตนเอง

เสียดาย
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
6 มีนาคม 2559


Comments