สติ กับการเป็นเหยื่อของกิเลส
  

คนพุทธที่อยากได้ธรรม  มักชอบหาทางเลี่ยงไม่ออกเจริญภาวนา
อะไรที่ทำให้ตนไม่ต้องลงแรงลงใจ  ก็แห่กันไป  จนทำให้วิถีพุทธกลายเป็นวิถีพาณิชย์
ซื้อขายบุญ - ล้างบาปกันสนุก   คนที่ครึ่งๆ กลางๆ  ก็ชอบหาทางที่ครึ่งๆกลางๆ
คือไม่อยากลงแรงไปเก็บตัววิปัสสนาเผากิเลส  พอมีใครพูดเรื่องเจริญสติบ่อยๆ
ก็รับลูกมาแล้วก็ฝึกนิดๆ หน่อยๆ ไม่จริงจัง  โดยไม่รู้ว่าการได้แต่ฝึกอยู่ที่บ้าน
หรือฝึกความมีสติในอิริยาบถเป็นเพียงการสร้างรั้วกั้น  แต่ไม่ได้ขุดรากถอนโคน
กิเลส ทำให้กิเลสยังมีทั้งรากและเมล็ดพันธุ์อยู่ครบ   เมื่อไม่ได้เผากิเลสให้ไฟมันสิ้นเชื้อ  ก็ยังต้องติดอยู่ในภพ

ผู้อยากหลุดพ้นจึงต้องลงแรงออกปฏิบัติภาวนาด้วย   ในสังคมที่ชอบเสพธรรมกันฉาบฉวย   รับคำสั้นๆ แล้วก็ลุยโลกียะต่อไป  ฝึกสติเดี๋ยวด๋าวแล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม  ไม่มีเบี่ยงสักองศาเดียวมันก็ไปไหนไม่ได้  มีแต่ต้องตกเป็นทาสให้กิเลสเขาบังคับข่มเหงอยู่เช่นนี้ ระหว่างถูกหลอกให้เจริญแต่สติ  กิเลสแผนสูงเหลี่ยมแพรวพราว  คนไม่ฉลาดตามไม่ทันจริงๆ   เขาเปิดช่องให้เล็กน้อยให้คนมีธรรมได้รู้สึกดีเช่นพูดกันแต่เรื่องเจริญสติ  แล้วเก็บกินรวบทีเดียว ตายยกโขลงหมดโดยการรุมด้วยอาสวะเข้ากระแทกถล่มจิต  กรณีนี้ก็เหมือนกับการถูกหลอกให้ไปติดบูชาพระเครื่องนั่นแหละ  คิดว่าตนมีธรรมะ แต่กลับมีได้แค่พระเครื่อง  ให้มัวเมาอยู่กับวัตถุ สติก็เหมือนกัน  พูดกันแต่สติ  แต่ไม่ยกกำลังขึ้นพุ่งชนเป้าหมาย  ฝึกสติไปอย่างเดียวก็มีสิทธิ์ตายเปล่าได้เหมือนกัน  เพราะเวลาถูกอาสวะกิเลสยกพวกถล่ม  ก็ไม่มีแรงต้านเลย  เพราะกำลังจิตไม่พอ

ระวังถูกหลอกให้หยุดอยู่แค่ “สติ”
การฝึกสติแต่ไม่ยกขึ้นพุ่งชนเป้าหมาย คือกิเลส
ทำให้ยังติดอยู่ในภพ  เพราะถอนอาสวะไม่ได้
จะหวังฝึกแต่สติอย่างเดียว  โดยไม่ออกภาวนา
ก็เหมือนกับการถางกิ่งไม้  แต่ไม่ได้ขุดรากขึ้นมาเผา
อยากพ้นทุกข์ต้องลุยให้สุดทาง
ไม่ใช่ตัวติดอยู่กับบ้าน   แล้วเอาแต่เจริญสติ

ไม่ปฏิบัติธรรมเลยก็เป็นเหยื่อ  ปฏิบัติบ้างแต่ไม่จริงจังครึ่งๆ กลางๆ ก็เป็นเหยื่อ
เมื่อเห็นโทษกลลวงมากมายแล้ว อย่าฝึกสติแล้วได้แต่ให้ตัวติดอยู่กับบ้าน ต้องออกมาลุยภาวนาเผากิเลสให้ครบเครื่อง อย่ามัวเงื้อง้าว่าเวลายังไม่ถึง อย่ามัวแต่อ่านธรรมอันอิ่มเอิบใจแล้วคิดว่าตนได้ธรรมแล้ว จะตายก่อนที่จะได้มีวาสนามาสู่ทางแห่งการหลุดพ้น  

 

อ.อัจฉราวดี  วงศ์สกล

10 มีนาคม 2559


Comments