เมื่อต้องคุยให้ศิษย์รู้
  

ถ้อยคำจากคอร์สศิษย์ใหม่วิปัสสนามีนาคม 2559

คอร์สภาวนาที่เพิ่งจบไป ห่างจากคอร์สเก่าเพียง 7 วัน แต่ที่อาจารย์ต้องลงคอร์สถี่แบบนี้ เพื่อให้ศิษย์ที่อยากมาภาวนาได้มีโอกาสมาภาวนา 
..
จริงๆ แล้วในเชิงการใช้พลังจิตนั้น หากไม่แกร่งพอไม่อาจทำได้เลยเพราะมีสิทธิทรุดเนื่องจากต้องใช้พลังมหาศาล ในการสอนของครูบาอาจารย์สายอื่นๆ เท่าที่รู้ท่านใช้วิธีแผ่เมตตา ท่านไม่ได้ส่งพลังเหมือนอาจารย์ วิธีของอาจารย์นี่คือใช้วิธีการแผ่พลัง อัดพลัง เปิดช่อง ทอดสะพาน เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อให้เวไนยสัตว์ที่ถูกขังลืมทำให้จิตมัวเมาขึ้นสู่กระแสนิพพาน สถานที่ภาวนาก็คือสนามพลังงานสนามหนึ่งที่มีพลังธรรมสูงมาก และเหล่าศิษย์ก็คือสนามพลังจิตของแต่ละคนที่พกกิเลสติดตัวมามากมายมาเพียรภาวนาชำระจิต การภาวนาของอาจารย์ก็คือการภาวนาท่ามกลางสนามพลังงานกิเลสของศิษย์เพื่อเปิดจิตให้มีกำลังเปลี่ยนขั้วจากโลกียะมาสู่โลกุตระให้ได้ ให้เปิดปัญญาไปสู่การรู้แจ้ง ในเชิงอนุภาคนี่คือการเข้าไปสู่กระแสจิตของทุกคนแล้วตีช่องว่างให้จิตศิษย์สว่างขึ้นมา เพราะเราไม่มีเวลามาโอ้เอ้วิหารราย เนื่องจากพลังโลกียะตั้งแต่มีระบบอินเตอร์เนทนั้นทำให้พลังลบมีอานุภาพมหาศาล โดยเฉพาะข่ายของนันทิ ทำให้การหลุดพ้นของฆราวาสแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากมัวมานั่งแผ่เมตตาอย่างเดียว ไม่อัดพลังเปิดทางลงไปเผาให้ศิษย์ไปไหนไม่ได้ เพราะกำลังของตนไม่พอ ต้องมีกำลังพ่อแม่ครูบาอาจารย์และพระรัตนตรัยคอยส่งกำลังหนุน หากไม่หนุนก็จะได้แค่มีธรรมเบื้องต้นและกองทัพธรรมจะเกิดไม่ได้เลย เพราะมีแต่คนอ่อนแอ 

เตโชวิปัสสนา เป็นสายภาวนาที่บังเกิดขึ้นในกึ่งพุทธกาลเพื่อมาสร้างสมดุลย์กอบกู้พระพุทธศาสนา เราเป็นสายนักรบ เราไม่มีเวลามานั่งพูดถึงธรรมเบื้องต้น คือ ศีล แล้ว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทำกันอยู่แล้ว แต่เรามาขุนกำลังธรรมที่ถูกกดอยู่ให้
เปิดพลังจิตเดิมของตนขึ้นมา เพื่อความเป็นอิสระของตนและเพื่อให้ตนมาเป็นกำลังให้พุทธศาสนา สายอื่นเขาเดินไปเรื่อยๆ เดินจนเหนื่อยแล้วยอมแพ้ไปเองแต่สายเรานี่ขึ้นเครื่องบิน พุ่งชนเป้าหมายตรงตัว

เราไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนเราได้และอาจารย์ขอยืนยันว่า สายภาวนานี้มีกำลังแกร่งมหาศาล ขนาดสามโลกตะลึง พลังจิตและพลังภาวนาของอาจารย์เอง ในกึ่งพุทธกาลในฐานะพุทธสาวกสว่างไม่มีใครเทียบ แต่นั่นคือส่วนของจิต แต่กายของอาจารย์ คือมนุษย์ธรรมดา เท้าติดดิน ต้องกินอาหารต้องพักผ่อนและยังมีกิจมากมายที่ล้วนแต่สำคัญและจะเป็นพลังในการพลิกขั้วความมืดบอดทั้งสิ้น และยังอาศัยอยู่ต้องอยู่ในสนามพลังงานโลกียะกลางเมืองที่โหดที่สุด ทำตนธรรมดา
ที่สุดเพื่อรักษาสมดุลย์ชีวิตฆราวาสเพื่อพิสูจน์ธรรม ดังนั้น ชีวิตมีแต่คำว่าต้องใช้พลัง ต้องคำนวณการใช้พลังเพื่อไม่ให้ส่วนอื่นเซไปด้วย
..
จากเดิมที่เคยอนุญาตรับศิษย์อายุ 17 ปี แต่เห็นแล้วว่า ด้วยความเป็นกองทัพธรรม อาจารย์ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะต้องรักษาพลังของตนไว้ไม่ให้เสียไปกับผู้ที่ยังไม่สมควรมาอยู่เบื้องหน้าให้อาจารย์สอบอารมณ์ สำหรับศิษย์เก่าที่ไม่มีวินัยก็เช่นกัน การไม่ตระหนักถึงความสำคัญของสายวิชา ไม่ตระหนักถึงฐานะทางธรรมของผู้ที่ตนนั่งอยู่เบื้องหน้า หวังแต่จะมาพึ่งพลังกันในคอร์สโดยตนไม่พึ่งตนมาก่อนเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควร หากใจไม่พร้อมหรือใจไม่ถึงก็ต้องไปขุนกำลังใจของตนให้สมควรก่อน ในทุกการกอบกู้ ผู้อยู่ในฐานะนี้มักมีเวลาน้อยเพราะต้องใช้กำลังมาก ต้องทุ่มพลังลงไปทุกอย่าง เพราะกาลเฉพาะกิจที่ต้องทำให้สนามพลังงานเปลี่ยนให้ได้ มิฉนั้นก็ไม่เรียกว่า “มากู้” 

อาจารย์จะยกตัวอย่างพลังของอาจารย์ที่ศิษย์ไม่อาจรู้ ในขณะที่สอนมีศิษย์ขอให้เขียนเรื่องเทพอสูรราหู เห็นว่าสำคัญก็เลยเขียน พอเขียนก็ปลุกจิตคนจำนวนมากให้ตื่น เทพอสูรราหูก็สะเทือน มาหาถึงในคอร์สในกลางคืน หน้าดำมืดมาเชียว แต่เข้าถึงตัวไม่ได้ ได้แต่อยู่ไกลๆ ทีแรกว่าจะมาเรื่อง แต่พอเห็นพลังเผาวินาศสันตะโรก็ถอย เปลี่ยนเป็นมาขอเมตตาคือขอบุญแทน และขอว่าอย่าทำลายฐานศรัทธาของเขา อาจารย์ก็แผ่เมตตาและแบ่งบุญไปให้ และก็บอกว่า “เราต้องทำหน้าที่ของเรา เพื่อปลุกจิตคนมัวเมาให้ตื่น แต่เราไม่ไปลงลึกมากเจ้าไม่ต้องกลัวหรอก คนโง่มีมากกว่าคนฉลาด อย่างไรเสียเจ้าก็มีคนศรัทธาอยู่ดี" ฟังดังนี้อสูรราหูคงสบายใจได้มั้ง ปล่อยให้ผู้ยังเขลาเซ่นไหว้ต่อไป คนมีวาสนาก็คงพอตื่นขึ้นมาได้บ้าง 
เช้ารุ่งขึ้น ก็ได้รับมิชชั่นใหม่อีกให้ปราบทรชนทางพุทธศาสนา เป็นหน้าของบรรพชิตที่ใส่แว่นสีชาตลอดกาลนั่นแหละ แต่ยามนี้ยังไม่พร้อม มิชชั่นมหาบุญใหญ่รออยู่ คอร์สสอนภาวนาก็มีติดกันตลอด แผนใหญ่พลิกมุมกิเลสซัดตรงกับ Buddha Bar เพื่อการปลุกจิตสำนึกโลกให้ตื่นก็กำลังเข้มข้น งานเขียนและงานอื่นๆ มากมายไปหมด แต่พอถึงเวลาสอนวิปัสสนาก็เทให้ศิษย์หมดลมหายใจ 
..
จะมีที่ไหนที่ 5 ปี สามารถสร้างอริยบุคคลได้เป็นร้อย เป็นอริยะบุคคลตั้งแต่พระอรหันต์ ไปจนถึงโสดาบัน ส่วนใหญ่เป็นฆราวาส ลองคำนวณดูเถิดว่า อาจารย์ต้องใช้พลังไปขนาดไหน 

ที่เขียนมายาวก็เพื่อจะบอกว่า ....“หมดยุคการภาวนาเรื่อยเปื่อยแล้ว” หากพวกเรา
มีศรัทธาต่อนิพพานจริง ศิษย์เก่าต้องมีวินัย หากไม่มีวินัย ต้องยอมรับชะตากรรมและการตกเป็นทาสในวัฏสงสารนี้ตามอัธยาศัย และอย่ามาภาวนาในคอร์สให้เปลืองพลังของอาจารย์ สำหรับศิษย์ใหม่ ต้องมีใจมาให้พร้อม 

ในคอร์สนี้ แม้จะมีตัวฉุดกำลังอยู่มาก แต่ศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่ก็มีความเพียรกันดีมาก นั่งภาวนากันได้ 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง ก็ทำให้มีกำลังใจสอนศิษย์ใหม่เพราะไม่ใช่เหลวซะทีเดียวศิษย์เก่าก็มีวินัยบ้างไม่มีบ้าง บางคนก็ศีลไม่บริสุทธิ์มาทั้งๆ ที่มาถึงขนาดนี้แล้วยังศีลไม่บริสุทธิ์แล้วจะมานั่งภาวนาเพื่ออะไร ไม่เข้าใจ ศีลคืออริยทรัพย์ หากไม่มีศีลก็เป็นอริยไม่ได้ และหากเป็นอริยะแล้วแต่ยังประมาทในศีลจะด้วยเหตุใดก็ตามก็จะถูกลงโทษหนัก โทษฐานทำให้ รัตนะดวงที่สามเสื่อมเสียและถูกติเตียน
..
ความสำเร็จของคุณวราทิน เกิดจากจิตที่มีความเพียรและได้เห็นทุกขอริยสัจจจากสภาวะธรรมของตน ส่วนคุณสุขสถิตย์ เกิดจากบารมีเก่าที่สะสมไว้ดีแล้ว เพียงได้รับการเปิดทางและมีศรัทธาที่มั่นคงต่อเนื่อง เมื่อได้รับการชี้ทางคอร์สเดียวข้ามได้เลย เป็นการข้ามที่จิตเปิดปัญญาจริงๆ หายากที่จะมีคนมีบารมีทั้งปัญญาและอภิญญาคู่กันในตัว ส่วนใหญ่จะเด่นแบบใดแบบหนึ่ง
อาจารย์รู้ว่า ศิษย์ที่มีบารมีเดิมแบบคุณสุขสถิตย์นั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่พอมาเกิดในชาตินี้ก็ถูกลวงด้วยอวิชชาทำให้ชีวิตใหลไปตามอำนาจกิเลส กว่าจะมีวาสนาได้เจอครูบาอาจารย์ ชี้ทางทีเดียวไปไกลเลย ก็ใช้เวลาไปมากจนเกือบเสียการณ์ กรณีเช่นนี้นี่แหละ ที่อาจารย์บอกว่า ...“กลัวถูกขังลืม” ผู้เคยตั้งจิตอธิษฐานต่อการหลุดพ้นไว้ มีบารมีสะสมมาบ้าง แต่พอมาในชาตินี้ ถูกลวงจนเตลิดแต่จิตก็มีสะกิดใจกับคำว่า “นิพพาน” แต่ก็ไม่ยอมลงใจแสวงหาการปฏิบัติมัวแต่เมาโลก เพราะถูกดึงถูกปล้นธรรมอยู่ ต้องให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านแผ่พลังทางจิตทั้งตาม ทั้งฉุด ให้เข้ามาสู่ทางหลุดพ้นให้ได้ นี่เป็นเพราะท่านเมตตาข้ามภพชาติ 

เมื่อจบคอร์สแล้ว อาจารย์ได้สื่อเชิงปรารภต่อองค์มหาราชตากสิน ว่า พลังในจักรวาลยามนี้มืดบอดเหลือเกิน แม้ว่าจะเปิดช่องเปิดทางขนาดไหนก็ข้ามได้น้อยมาก พระองค์ทรงเห็นแจ้งและได้แสดงภาพของการที่มีศิษย์ที่เป็นตัวดูดพลัง คือผู้ที่ไม่มีวินัยในภาพของเสาส่งพลังใหญ่ ที่แผ่พลังลงไปยังศิษย์ทุกคน แต่คนที่ไม่มีวินัย ดูดพลังไปจนเสาเอียง ในมิติทางจิตพลังออกจากช่วงศีรษะของอาจารย์และเป็นสายแบบคลื่นพลังไฟฟ้าส่งกระจายลงไปยังทิศที่ศิษย์นั่งอยู่ พระองค์ทรงห่วงธาตุขันธ์และทรงเห็นชอบต่อการคัดเลือกและเข้มงวดกับศิษย์ยิ่งขึ้น เพราะในยามกอบกู้นี้ จะเสียพลังไปเปล่าๆ ไม่ได้แล้ว เพราะกาลข้างหน้ายังมีกิจอีกมหาศาล และทรชนทางพุทธศาสนาที่เบื้องบนส่งกระแสนำทางมาถึงอาจารย์ให้ปรับฐานพลังที่มืดบอดให้ได้ แต่ขณะนี้กำลังของเรายังน้อย ทำให้ต้องเร่งสร้างกำลังของผู้ตื่นให้มีมากกว่านี้ จะไปเสียเวลากับคนไม่เอาไหนไม่ได้แล้ว

ในการณ์นี้อาจารย์ได้กราบทูลถามว่า “พระองค์ส่งกบฏมาเป็นศิษย์หม่อมฉันทำไม” เป็นการทูลถามแบบผ่อนคลายมิได้คิดจะคาดคั้นอันใด ทรงเมตตาตอบว่า “ส่งมาให้สร้างบารมี และบางคนมีกรรมพัวพันต่อกันก็มาตามกรรมพัวพัน” 
องค์มหาราชตากสินทรงมีเมตตาคอยสอดส่งการแทรกแซงกำลังของศิษย์
ให้เสมอ หากศิษย์ที่ได้อ่านบทความวิกฤตจิตออกจากร่าง ก็คงตระหนักถึง
มหาเมตตาและการผสานกำลังกับอาจารย์เพียงใด
ในการณ์นี้อาจารย์ได้กราบทูลถามว่า “พระองค์ส่งกบฏมาเป็นศิษย์หม่อมฉันทำไม” เป็นการถามแบบผ่อนคลายมิได้คิดจะคาดคั้นอันใด ทรงเมตตาตอบว่า “ส่งมาให้สร้างบารมี และบางคนมีกรรมพัวพันต่อกันก็มาตามกรรมพัวพัน” 
รวมถึงศิษย์บางคนที่เคยเป็นทหารสมัยองค์มหาราชตากสินที่ทรงส่งมา เมื่อได้ธรรมข้ามโคตรแล้วก็แปรพักตร์ ไม่มาเป็นกำลังให้กับสายธรรมมัวแต่ไปแสวงหาทางอ่อนแอ เมื่อเผาไปเผามาด้วยพลังที่สูงมากก็ไปเผาเอาคลื่นพลังงานของดาวมฤตยู
ที่กำลังมีคนสติแตกอยู่ด้วย ก็ไม่ได้ตั้งใจเผาอะไรพลังเขาไปเอง

เรื่องเขียนเล่าวันนี้ดูสะเปะสะปะ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่อาจารย์เขียนด้วยความรู้สึกเหมือนอยาก "อาจารย์เล่าให้ศิษย์ฟัง" ไม่ใช่จะตำหนิ ไม่ใช่จะร้องขอ แต่อยากบอกให้รู้ว่าตนมีโอกาสมีวาสนาขนาดไหนแล้วที่ได้อยู่ในกาลเวลาแห่งนี้ ได้เข้ามาอยู่ในข่ายธรรม และอยากให้เข้าใจการทำงานว่าเป็นอย่างไร หากเราได้แต่เห็นพ่อแม่ส่งเสียเงินให้ร่ำเรียน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ต้องลำบากตรากตรำ ต้องแลกกับอะไรและท่านมีหน้าที่มากมายขนาดไหน ลูกก็จะไม่เห็นคุณค่าของโอกาสและสิ่งที่ตนได้ อาจารย์อยากให้ศิษย์มีอภิญญาจะรู้ว่าพลังและสถานะทางโลกวิญญาณของอาจารย์นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน นอกจากพญามารแล้ว เทพผู้มีบารมีมาก ไม่มีใครที่ไม่ยอมสยบให้อาจารย์เลยเพราะต่างได้เห็นอานุภาพพลังภาวนาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นดั่งที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธทำนายถึง “ธรรมิกราชโพธิญาณ” กำลังญาณแห่งความรู้แจ้งที่มีกำลังมหาศาลเป็นใหญ่ดุจราชา แต่ก็นั่นแหละ เมื่อไม่เห็นไม่แจ้งก็ไม่เชื่อ แล้วก็ปล่อยโอกาสที่ได้มีวาสนามาอยู่ในข่ายของอาจารย์สูญเปล่าไปกับความไม่จริงของตนเอง 

นิพพานเป็นเรื่องของคนจริง คนไม่จริงหรือจริงไม่พอก็ต้องปรับตัว
อย่าให้โอกาสชีวิตของตนสูญเปล่าไป มันไม่ใช่โอกาสของการเดินทางท่องเที่ยว เราท่องในวัฏสงสารมามากพอแล้ว เรายังไม่ท่องเที่ยวและหลงเพลินกันพอกันอีกหรือ หากจะทำตนเป็นทะเลที่ไม่มีวันอิ่มน้ำ ก็ต้องจมอยู่ในห้วงมหรรณพเช่นนี้อย่างไม่มีวันหลุดออกไปได้เลย
..

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล


Comments