สื่อสนทนาธรรมกับหลวงพ่อพระฤาษี ลิงดำ
  

เช้าวันพุธที่ 16 มีนาคม 2559 เป็นวันที่อาจารย์ต้องเขียนโพสต์สอนศิษย์ในTechoblog.org แต่วางแผนไว้แล้วว่า เขียนไม่ได้แน่นอนเพราะต้องเร่งตรวจปรู๊ฟหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม Breaking the Code ที่มี deadline ต้องส่งภายในก่อนเที่ยงวันนี้ เพื่อให้วางจำหน่ายให้ทันงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในสิ้นเดือนมีนาคม การตรวจปรู๊ฟหนังสือ 300 กว่าหน้าทำมา 3 วันแล้วก็ยังไม่เสร็จ เพราะแม้จะมีผู้ช่วยแก้แล้วก็ยังมีพลาดและผู้เรียงพิมพ์ก็มีพลาดเช่นกันเป็นเรื่องธรรมดา

ขณะที่กำลังขมักเขม้นอยู่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งคือโต๊ะทานอาหาร และโต๊ะสารพัดนึก เมื่อตรวจอ่านไปถึงบทการบรรลุธรรม 3 ระดับ คือระดับสัพพัญูผู้รู้แจ้ง ระดับโพธิญาณของพระโพธิสัตว์ และระดับอรหันต์.....เมื่อมาถึงระดับที่สองคือ ระดับโพธิญาณ จิตได้เชื่อมถึงกระแสคำว่า “จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"...ทำให้จิตนึกถึงพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ผู้เขียนคำทำนายนั้น และในทันที กระแสจิตของหลวงพ่อฤาษี ลิงดำ ก็สื่อส่งมาถึงอาจารย์ พร้อมด้วยกระแสพระรัตนตรัยแผ่ซ่าน ท่านกล่าวว่าเพราะจิตอาจารย์พุ่งไปหาท่าน จึงได้มีการสื่อสารทางวิถีจิตชั่วขณะ
..
เมื่อเห็นว่า เป็นโอกาสอันดีและจะได้ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อก่อนจะส่งหนังสือเข้าพิมพ์ ด้วยท่านเป็นผู้มีบารมีญาณสูงมาก หนังสือเล่มนี้ก็เผยธรรมชั้นสูงและมีผลต่อการหลุดพ้นของฆราวาส อาจารย์ได้วางงานตรวจชั่วขณะ แล้วตั้งจิตได้สื่อยังดวงจิตหลวงพ่อฤาษีลิงดำอย่างเป็นทางการและเป็นเรื่องเป็นราว สำหรับผู้ที่เป็นศิษย์สายท่าน หากเข้ามาอ่านก็ขอให้อ่านด้วยใจที่ไม่มีอคติ ท่านจะได้ความรู้ดีๆ ไป

หลังจากนมัสการด้วยความยินดีปรีดาที่ได้สื่อสารทางวิถีจิตถึงท่านตรงๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยคิดจะส่งจิตถึงท่าน แต่มีความเคารพนับถือในวัตรปฏิบัติและปรีชาญาณรวมถึงความเป็นปูชนียบุคคลที่ท่านมีเจตนารมย์แรงกล้าในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เมื่อมีสังขารอยู่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ท่านได้ เผยแพร่สายธรรมมโนยิทธิ (ฤทธิทางใจ) เพื่อให้คนที่พอมีวาสนาเดิมมา ได้รู้ได้เห็นว่านรกสวรรค์มีจริงจะได้ทำตนมีศีลมีสัตย์ อีกทั้งยังสอนให้มุ่งสู่นิพพาน หลวงพ่อพระอรหันต์เจ้าท่านละสังขารไปเมื่อปี 2535 สิริอายุขัย 76 ปี ยามนี้ด้วยมีเหตุเชื่อมถึงจึงกราบเรียนถามท่าน….. (หมายเหตุ อาจารย์สื่อถึงท่านด้วยสถานะทางจิต ไม่ใช่แบบสมมติทางกายเนื้อ หลวงพ่อท่านก็กล่าวแก่อาจารย์ด้วยสถานะทางจิตเช่นกัน ความที่ถ่ายทอดมาจึงเป็นเนื้อหาล้วนๆ ไม่มีการใช้คำนำ หรือคำพูดแบบมนุษย์โลกเช่น ค่ะ แบบโยมผู้หญิง ท่านก็มิได้ใช้คำว่าอาตมาหรืออื่นใด เป็นการคุยกันทางจิต แบบไร้เพศจริงๆ)

“ หลวงพ่อฤาษีเขียนคำทำนายนี้เองหรือไม่อย่างไร ท่านรู้มั้ยว่า ในทางโลกมีคนกล่าวอ้างว่าท่านไม่ใช่ผู้เขียนคำทำนายนี้ โดยกล่าวว่ามีคนเอาชื่อท่านไปแอบอ้าง” ....หลวงพ่อพระฤาษีกล่าวว่ายืนยันว่า ท่านเขียนเองและผู้ที่ไปอ้างเช่นนั้นก็จะต้องได้รับผลกรรมของเขาเอง

“แล้วหลวงพ่อฤาษีรู้เรื่อง นารีขี่ม้าขาวได้อย่างไร ว่าเป็นใครและจะมาเมื่อไหร่”

“รู้จากหลวงปู่เทพโลกอุดร (เป็นการประสานกันทางจิต)”

หลวงปู่เทพโลกอุดรท่านเป็นผู้สำเร็จตั้งแต่ยุค 500 ปีหลังพระพุทธกาล มีข่ายพระญาณสูงมาก สถานะทางโลกวิญญาณของท่านสูงกว่าที่คนในโลกคิดว่าท่านเป็นมากนัก หากไปอ่านในหนังสืออาจารย์จะเข้าใจได้

อาจารย์กราบเรียนถามความอีกมาก พร้อมทั้งขอคำแนะนำในการรับมือกับสิ่งที่จะตามมาหลังจากหนังสือนี้ออกไป ท่านได้เมตตาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากโดยพุ่งไปที่ศิษย์ฆราวาสที่มีจิตเป็นอริยะ หลวงพ่อฤาษีได้กล่าวถึงการจะส่งศิษย์ของท่านมาเป็นศิษย์อาจารย์ และได้กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ หลายเรื่องเกี่ยวด้วยสภาวะธรรมขั้นสูง ส่วนการสื่อสนทนา ที่พอนำมาเผยได้โดยขออนุญาตแล้วมีดังนี้

อาจารย์เรียนท่านไปว่า ศิษย์มโนยิทธิเมื่อมีมาเรียนกับอาจารย์ ก็ไม่เคยเรียนให้ได้มรรคผล เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ท่านเมตตาตอบว่า เพราะเขามาเรียนแค่มาหาอาหาร ไม่ได้มุ่งมั่นต่อนิพพานอย่างแท้จริง คือส่วนมากติดอภิญญา มาเรียนเพื่อแสวงหาทางเพิ่มอภิญญาของตน

“ หลวงพ่อฤาษีรู้สึกอย่างไร ที่ศิษย์ที่ไปปฏิบัติในสายท่านเป็นจำนวนมาก กลายเป็นผู้ลุ่มหลงแสวงอภิญญา มีคนเดินเข้าออกไปเรียนชนิดหัวบันใดไม่แห้ง คนที่พอได้ก็ไม่ตั้งอยู่ในโลกของความจริง มัวแต่ท่องนรกสวรรค์เที่ยวเล่นอยู่ ไม่เป็นตามปณิธานของท่านที่เผยแพร่ธรรมนี้เพื่อให้คนมีความละอายชั่วกลัวบาป ตระหนักตื่นในคำสอนเรื่องนรกสวรรค์ของพระบรมศาสดา”…ท่านเมตตาตอบว่า

“รู้สึกสลดสังเวช ที่คนสมัยนี้เอาธรรมของพระพุทธเจ้า มาเรียนรู้เป็นของเล่น อย่างไม่มีความเคารพในธรรม บางคนยังเอาไปสู่การทำมาหากิน สร้างลาภยศสรรเสริญใส่ตัวเอง สลดสังเวชใจ”

อาจารย์กราบเรียนว่า ศิษย์ของท่านได้สื่อจิตไปเฝ้าจิตท่านเสมอ หลวงพ่อได้เตือนเขาเหล่านั้นเพียงใด ..ท่านว่า เตือนแล้วแต่ก็มีผู้ลุ่มหลงมาก การที่ท่านไม่มีกายเนื้อแล้ว ทำให้การสื่อจิตออกไปสู่นรกสวรรค์ ซึ่งเป็นโลกียะภูมิ ระหว่างทางที่ไป จิตที่มีกิเลสและลุ่มหลงในอภิญญา ทำให้ติดกับดักของกิเลส ทำให้เกิดมีการสำเนากายทิพย์ให้เห็นเป็นจิตท่านขึ้นมามากมาย ผู้ที่ได้พบดวงจิตท่านจริงๆ มีน้อยมาก ท่านย้ำว่า ผู้ที่ได้เข้าถึงกายทิพย์ของท่านจริงๆ หากกล่าวเป็นเปอร์เซนต์แล้วจะน่าตกใจ ท่านยังเมตตาอีกว่า อีกหน่อย เมื่ออาจารย์เองละสังขารไปแล้ว ก็จะถูกสำเนากายทิพย์ขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลส เพื่อมาลวงให้ธรรมเสียหาย ผิดเพี้ยน และต่อไปก็จะแตกสายไปและถูกทำให้ผิด เสื่อมเสียหายไปในที่สุด เพราะเมื่อไม่มีกายเนื้อแล้ว ก็ควบคุมยาก

การมีกายเนื้อนั้นสำคัญมากเพราะเป็นสะพานเชื่อมที่ทำให้สายธรรมนั้นเข้มแข็งอยู่ได้ พระรัตนตรัยต่างมีความห่วงใยในกายสังขารของอาจารย์ยิ่งนัก ต้องการให้รักษาธาตุขันธ์ไว้ไม่ให้ทรุด สรุปท้ายท่านเมตตาทิ้งท้ายไว้ว่า . “..มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง”

อาจารย์น้อมนมัสการทำความเคารพท่าน ท่านก็ให้เกียรติสภาวะจิตของอาจารย์ อาจารย์ได้กราบเรียนแก่หลวงพ่อฤาษีว่า ขอให้ท่านโปรดเห็นอาจารย์เป็นดั่งลูกหลาน หากมีอันใดที่จะเมตตาชี้แนะขอนิมนต์ท่านอย่าได้เกรงใจผู้มาถึงใหม่ และต้องมารับภาระอันหนักมาก

…..

ในทางโลกมนุษย์ เรามักแตกแยกสายกันเอง รวมกันไม่ได้ ต่างมีความคลางแคลงสงสัย ชิงดีชิงเด่นกันตามวิถีโลกียะ แต่ทางธรรมนั้น พระอรหันต์เจ้าครูบาอาจารย์ ท่านไม่มีการแยกสาย มีสายเดียวกันหมดคือสายธรรมแห่งพระบรมศาสดา แต่ละองค์ละรูปที่ละสังขารแล้ว ดวงจิตท่านก็จะขมักเขม้นคอยเกื้อหนุนผู้ที่มีกายเนื้อ ที่ยังทำหน้าที่ค้ำชูธรรมให้พระบรมศาสดา ได้ทำงานให้สำเร็จ โดยไม่ได้แยกว่า นี่เป็นศิษย์ฉัน นี่เป็นสายฉัน เหมือนทางโลกที่ตีกันจนขาดพลัง

กล่าวดังนี้ อาจารย์ขอนำบท คำนำที่อาจารย์เขียนไว้ในหนังสือให้อ่าน เพราะไม่อาจเขียนสอนธรรมได้ เนื่องจากหมดแรงไปกับการตรวจหนังสือ
...

คำนำผู้เขียน...หนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หากมีใครบอกว่ามีผู้บรรลุธรรม ข้ามโคตร โลกธาตุคว่ำผลที่ได้รับกลับมาจากการประกาศนั้นคือ …การรุมถล่มว่า อวดอุตริมนุสธรรมแล้วอ้างพระพุทธพจน์ว่าทรงตรัสไว้เช่นนั้น เช่นนี้โดยที่ตนได้แต่อ่านจากตำราทั้งสิ้น

ข้าพเจ้าสอนศิษย์วิปัสสนาว่า เหตุที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ต้องบอกเล่าประสบการณ์การภาวนาหรือการถึงธรรมให้ศิษย์หรือผู้ติดตามได้รู้ว่า เมื่อปฏิบัติภาวนาไปแล้วจะได้ผลอย่างไร การบรรลุธรรมมีอาการอย่างไร มีสภาวะเช่นใด แม้จะไม่ได้พูดตรงๆแต่ก็ต้องมีบอกเล่าเพราะหากไม่บอกเล่าแล้วจะมีใครที่ไหนปฏิบัติภาวนาหรือแม้แต่ตั้งจิตปรารถนานิพพาน ในเมื่อไม่เห็นมีใครทำได้สำเร็จอีกแล้ว

เมื่อบอกเล่าประสบการณ์การภาวนาของตัวเองอย่างเข้มข้นไป ข้าพเจ้าก็ย้อนมาถามตนให้ชัดอีกครั้งว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร คำตอบนั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

1. เพื่อปลุกจิตคนให้ตื่นจากความเมา…

2. เพื่อให้ฆราวาส ที่ถูกหลอกมาทั้งชีวิตว่าตนบรรลุธรรมไม่ได้ ให้ตื่นรู้ว่าถูกหลอก…

3. เพื่อให้ผู้ที่ตื่นแล้ว มาเป็นกำลังช่วยกันค้ำชูพระพุทธศาสนา…

เมื่อหนังสืออยู่ในมือของท่านแล้ว ก็ขอเชิญให้ท่านอ่านด้วยจิตที่ไร้อคติ หากยิ่งไม่เคยรู้จักว่าข้าพเจ้าเป็นใครมาก่อนยิ่งดีที่สุด ข้าพเจ้าเชื่ออย่างยิ่งว่า จิตท่านจะตื่นยิ่งกว่าตื่นเมื่ออ่านจบ หนังสือเล่มนี้ จะไม่เขียนก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงมีพระบัญชาตรงมาทางจิตแก่ข้าพเจ้าว่า

“ จงรีบเขียนหนังสือเถิด…. บอกเล่าการเดินทางข้ามภพของเธอสิ”

ข้าพเจ้าได้ถวายงานตามพระบัญชาแล้ว จะเป็นการอวดอุตริหรือไม่แค่ไหน ในสายตาของโลกอย่างไร ข้าพเจ้าก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระองค์ได้ เพราะโลกนี้ กำลังมืดมิดจนจะหาทางออกไม่ได้อีกแล้ว สำหรับผู้ปรารถนานิพพาน

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

วิปัสสนาจารย์สายเตโชวิปัสสนา

……

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

16 มีนาคม 2559


Comments